คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2543
ฎีกาที่ 1176/2543
หลักกฎหมาย
แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นขณะจำเลยกระทำความผิดมาเป็นพยานแต่โจทก์มีสิบเอก อ. ผู้ซึ่งสืบสวนทราบว่า จำเลยเป็นสมาชิกของกลุ่มก่อการร้ายบีอาร์เอ็น พันตำรวจตรี ส. ผู้จับกุม จ่าสิบโท พ. ผู้ซักถามจำเลยหลังถูกจับและพันตำรวจโท ช. พนักงานสอบสวนพยานแวดล้อมเข้าเบิกความประกอบเอกสารและภาพถ่ายสอดคล้องเชื่อมโยงกันตั้งแต่ก่อนจับกุมจำเลยที่สิบเอก อ. สืบทราบว่าจำเลยเป็นสมาชิกของกลุ่มก่อการร้าย บีอาร์เอ็น ที่มีนาย อ. เป็นหัวหน้า ซึ่งในช่วงปี 2540 นาย อ. กับพวกปะทะกับเจ้าหน้าที่เสียชีวิต เจ้าหน้าที่ยึดอาวุธปืน วิทยุสื่อสาร เอกสารเรียกค่าคุ้มครองและภาพถ่ายสมาชิกกลุ่มโจรก่อการร้าย รวมทั้งภาพถ่ายที่มีภาพจำเลยอยู่ด้วย จนกระทั่งหลังจำเลยถูกจับกุมได้ให้การรับสารภาพต่อพันตำรวจตรี ส. พันตำรวจโท ช. กับพันตำรวจตรี ป. ในข้อหาอั้งยี่ ตามบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การผู้ต้องหาทั้งจำเลยรับต่อพันตำรวจตรี ส. และจ่าสิบโท พ. ว่าก่อนถูกจับกุมจำเลยได้เข้าเป็นสมาชิกกองกำลังติดอาวุธโจรก่อการร้ายขบวนการ บีอาร์เอ็น และมีภาพถ่ายของจำเลยอยู่ในภาพที่พันตำรวจตรี ส. ได้มาก่อนจำเลยถูกจับและได้ลงลายมือไว้ในภาพนั้นด้วย แม้พันตำรวจตรี ส. กับสิบเอก อ. จะเบิกความแตกต่างถึงแหล่งที่มาก็มิใช่ข้อสาระสำคัญ เพราะสาระสำคัญอยู่ที่บุคคลตามภาพถ่ายเป็นจำเลยหรือไม่ ซึ่งในชั้นพิจารณาจำเลยก็รับว่าเป็นบุคคลตามภาพถ่าย เพียงแต่นำสืบปฏิเสธว่า ถูกกลุ่มขบวนการก่อการร้ายขู่บังคับให้เข้าร่วมขบวนการ มิฉะนั้นจะถ่ายรูปส่งให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองและบังคับให้แต่งชุดเดินป่าและถือปืนแล้วถ่ายภาพไว้ซึ่งขัดต่อเหตุผลเพราะหากเป็นการขู่บังคับน่าจะใช้อาวุธข่มขู่จะได้ผลดีกว่า และที่จำเลยนำสืบว่าได้ลงลายมือชื่อในเอกสารหลายฉบับ แต่ไม่ทราบข้อความเนื่องจากอ่านเขียนและพูดภาษาไทยไม่ได้และไม่มีล่ามแปลให้จำเลยฟังนั้น ในชั้นสอบสวนพันตำรวจโท ช. เบิกความว่าการสอบปากคำจำเลยได้ให้นายดาบตำรวจ ว. เป็นล่ามแปลและจำเลยได้ให้การไว้โดยละเอียดเกี่ยวกับวันเวลา สถานที่และบุคคลที่เกี่ยวข้องที่มีอยู่จริงสอดคล้องกับบุคคลและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเจ้าพนักงานคงไม่สามารถบันทึกขึ้นเองได้ พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบนั้นไม่มีน้ำหนักฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ จำเลยเข้าเป็นสมาชิกกองกำลังติดอาวุธโจรก่อการร้ายขบวนการ บีอาร์เอ็นกลุ่มนาย อ. มีพฤติการณ์กระทำความผิดกฎหมายเกี่ยวกับการแบ่งแยกดินแดนจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเรียกค่าคุ้มครอง ซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเป็นคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีการดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมายจึงมีความผิดฐานอั้งยี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคหนึ่ง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างเดือนมกราคม 2540 ถึงวันที่ 5 เมษายน 2540 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยได้กระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือจำเลยเป็นสมาชิกกองกำลังติดอาวุธโจรก่อการร้ายขบวนการ บี อาร์ เอ็น กลุ่มอาลียะโต๊ะบาลา ซึ่งเป็นคณะบุคคลที่ปกปิดวิธีดำเนินการ และมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยมีอาวุธปืนเครื่องยิงลูกระเบิด เอ็ม 79 พร้อมกระสุน11 นัด ซึ่งใช้ยิงได้อันเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายเหตุเกิดที่ตำบลศรีสาครอำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 55,78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209, 91 นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4027/2540 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคแรก พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานเป็นอั้งยี่ จำคุก 4 ปี ความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน จำคุก 16 ปี รวมจำคุก 20 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก10 ปี ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4027/2540 ของศาลชั้นต้น คดีดังกล่าวศาลยังไม่มีคำพิพากษาจึงไม่อาจนับโทษต่อได้ให้ยกคำขอในส่วนนี้เสีย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีสิบเอกอ้วน พวงแก้ว ซึ่งรับราชการที่กรมทหารพรานที่ 43 ตำแหน่งผู้บังคับหมู่ฝ่ายการข่าวมีหน้าที่หาข่าวเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของโจรก่อการร้ายในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสเป็นพยานเบิกความว่า ก่อนจับกุมจำเลยจังหวัดนราธิวาสได้แจ้งข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับจำเลยให้พยานทราบ และสั่งให้ติดตามหาข่าวของจำเลย พยานสืบทราบว่าจำเลยเป็นสมาชิกของกลุ่มโจรก่อการร้ายขบวนการ บี อาร์ เอ็น ซึ่งมีนายอาลียะ โต๊ะบาลา เป็นหัวหน้ากลุ่ม กระทำผิดเกี่ยวกับการเรียกค่าคุ้มครองและลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่ภายในเขตจังหวัดนราธิวาสช่วงปี 2540 นายอาลียะกับพวกได้ปะทะกับเจ้าหน้าที่ชุดทหารพรานที่ 43 นายอาลียะกับพวกเสียชีวิต เจ้าหน้าที่ยึดได้อาวุธปืนวิทยุสื่อสาร เอกสาร เรียกค่าคุ้มครองและภาพถ่ายของสมาชิกกลุ่มโจรก่อการร้าย รวมทั้งภาพถ่ายหมาย จ.3 ซึ่งมีภาพจำเลยอยู่ด้วยหลังจากนั้นจำเลยได้หลบหนีไปอยู่ที่ปอเนาะร้าง บ้านสโลว์ จนกระทั่งถูกจับ และโจทก์มีพันตำรวจตรี สมบัติ จิตต์พิริยะการผู้จับกุมจำเลยเบิกความว่า พันตำรวจตรีสมบัติกับพวกได้เข้าจับกุมจำเลยในข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นตามหมายจับของสถานีตำรวจภูธรอำเภอเจาะไอร้อง เมื่อวันที่ 5ธันวาคม 2540 เวลาประมาณ 6 นาฬิกาที่ปอเนาะร้าง บ้านสโลว์ หมู่ที่ 9ตำบลมะรือโบตก อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นตามเอกสารหมาย จ.2 พันตำรวจตรีสมบัตินำภาพถ่ายหมาย จ.3ที่ได้รับมาก่อนจับกุมจำเลยประมาณ 3 เดือน ให้จำเลยดู จำเลยยอมรับว่าตนเองได้เข้าร่วมกับกลุ่มโจรก่อการร้ายขบวนการ บี อาร์ เอ็น และมีภาพจำเลยในภาพถ่ายหมาย จ.3 จริง ซึ่งจำเลยคือคนยืนถืออาวุธปืนเอ็ม 79 ด้านซ้ายสุดของภาพ และจำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ในภาพ พันตำรวจตรีสมบัติจึงแจ้งข้อหาจำเลยเพิ่มเติมว่าเป็นอั้งยี่ มีอาวุธปืนและวัตถุระเบิด ที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง จำเลยให้การรับสารภาพตามเอกสารหมาย จ.4 จึงนำตัวจำเลยส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีและโจทก์มีพันตำรวจโทชลอ ยวนเกิดพนักงานสอบสวนเบิกความว่า พันตำรวจโทชลอกับพันตำรวจตรีประเสริฐ เหล่าตระกูล ร่วมกันสอบสวนจำเลย และแจ้งข้อหาจำเลยว่ากระทำการเป็นอั้งยี่ มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองจำเลยให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จึงได้ทำบันทึกคำให้การของจำเลยโดยมีนายดาบตำรวจแวหะลี แวมายิ เป็นล่ามแปล ปรากฏตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.10 โจทก์ยังมีจ่าสิบโทไพศาล โต๊ะจิ เบิกความสนับสนุนว่าจ่าสิบโทไพศาลได้รับการประสานงานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเจาะไอร้องผ่านทางเจ้าหน้าที่เฉพาะกิจทหารพรานที่ 43 ให้ไปซักถามผู้ต้องหา จึงเดินทางไปสถานีตำรวจภูธรอำเภอเจาไอร้องพบจำเลยซึ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง