ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2556

ฎีกาที่ 11783/2556

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของผู้เช่าพื้นที่ตั้งแต่เวลาห้างจำเลยที่ 1 ปิดบริการเป็นต้นไป คือ ตั้งแต่เวลา 22 นาฬิกา จนถึง 10 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้น ซึ่งหากในช่วงดังกล่าวมีทรัพย์สินของผู้เช่าพื้นที่หายไป จำเลยที่ 1 จะรับผิดชอบแก่ผู้เช่าพื้นที่ แสดงว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 มีความเข้าใจในข้อสัญญาดังกล่าวตรงกันบางส่วนว่า ในเวลาที่ห้างจำเลยที่ 1 เปิดทำการ โจทก์ทั้งสองจะต้องรับผิดชอบดูแลรักษาทรัพย์สินด้วยตนเอง หากเกิดการสูญหายหรือเสียหายแก่ทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองในช่วงเวลาดังกล่าว ไม่ว่าด้วยเหตุประการใดก็ตาม จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ในช่วงเวลาที่ห้างจำเลยที่ 1 ปิดทำการ จำเลยที่ 1 จะรับผิดชอบในความสูญหายของทรัพย์สินโจทก์ทั้งสอง สำหรับข้อที่ไม่ตรงกันนั้นโจทก์ทั้งสองอ้างว่า ความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 เริ่มแต่เมื่อโจทก์ทั้งสองปิดร้านให้บริการแล้วด้วย เห็นว่า วันใดที่โจทก์ทั้งสองไม่เปิดร้านให้บริการก็ดี หรือเปิดร้านให้บริการแล้ว แต่ปิดร้านก่อนถึงเวลาห้างจำเลยที่ 1 ปิดทำการตามปกติ ซึ่งยังเป็นช่วงเวลาที่อาจมีร้านค้าอื่นยังไม่ปิดบริการ ยังมีประชาชนเข้าออกในการจับจ่ายซื้อของหรือยังมีพนักงานของร้านค้าต่าง ๆ อยู่ในบริเวณพื้นที่เช่าของตน จำเลยที่ 1 ยังไม่สามารถควบคุมพื้นที่ทุกส่วนของห้างได้เด็ดขาดเพราะยังมีประชาชนเดินเข้าออกอยู่ภายในห้าง ซึ่งง่ายแก่การที่มิจฉาชีพจะแอบแฝงตัวเข้ามาโจรกรรมทรัพย์สินของร้านค้าต่าง ๆ ได้โดยไม่ผิดสังเกต ผิดกับช่วงเวลาที่ห้างปิดทำการแล้ว ซึ่งจำเลยที่ 1 จะไม่อนุญาตให้ผู้เช่าพื้นที่ทุกรายรวมทั้งบุคคลภายนอกอยู่หรือเข้าไปภายในห้างได้ จึงเป็นความรับผิดของจำเลยที่ 1 เมื่อทรัพย์สินของผู้เช่าพื้นที่สูญหายไป ดังนี้ ช่วงเวลาที่โจทก์ทั้งสองปิดร้านก่อนถึงเวลาที่จำเลยที่ 1 ปิดห้างตามปกติ จึงเป็นความรับผิดของโจทก์ทั้งสองที่จะต้องดูแลรักษาทรัพย์สินของตนเอง ข้อตกลงที่ยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ในช่วงเวลาที่ห้างเปิดทำการ จึงไม่เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้โจทก์ทั้งสองปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เอาเปรียบโจทก์ทั้งสองเกินสมควร จึงไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและบังคับกันได้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระราคาทรัพย์สินและค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 384,659 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2547 (วันทำละเมิด) จนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 362 วัน เป็นเงินค่าดอกเบี้ย 28,612 บาท รวมเป็นเงินถึงวันฟ้องทั้งสิ้น 413,270 บาท ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสองในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 384,659 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้มีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้สัญญาให้บริการสถานที่หรือสัญญาเช่าพื้นที่ข้อ 2.1 และ 6.8 เป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน จำนวน 384,659 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง คำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 14 มีนาคม 2548) ต้องไม่เกิน 28,612 บาท กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 250,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองฎีกาข้อแรกว่า ข้อตกลงตามสัญญาให้บริการสถานที่ ข้อ 6.8 ที่ระบุว่า "ผู้รับบริการจะต้องรับผิดชอบ ดูแลรักษาทรัพย์สินของผู้รับบริการด้วยตนเอง หากเกิดความสูญหาย หรือเสียหายขึ้นกับทรัพย์สินของผู้รับบริการไม่ว่าด้วยประการใดก็ตาม บริษัทไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น" เป็นข้อตกลงยกเว้นความรับผิดของจำเลยที่ 1 ที่เห็นได้ชัดว่า เป็นการเอารัดเอาเปรียบโจทก์ทั้งสองให้ต้องดูแลทรัพย์สินของตนเองในระหว่างที่ห้างจำเลยที่ 1 ปิดทำการ ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 1 ได้แต่งตั้งให้จำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของผู้เช่าพื้นที่รวมทั้งโจทก์ทั้งสอง ทำให้จำเลยที่ 1 ได้เปรียบโจทก์ทั้งสองเกินสมควร มีผลให้โจทก์ทั้งสองต้องปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ ข้อตกลงตามสัญญาดังกล่าว ข้อ 6.8 จึงตกเป็นโมฆะ เห็นว่า ข้อไม่เป็นธรรมที่โจทก์ทั้งสองยกขึ้นอ้างเป็นเหตุให้ข้อตกลงตามสัญญาข้อดังกล่าวตกเป็นโมฆะนั้น เป็นการหยิบยกข้อไม่เป็นธรรมที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติถึงผลของสัญญาที่ไม่เป็นธรรมด้วยว่า ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น หาได้บัญญัติให้มีผลว่าตกเป็นโมฆะหรือเสียเปล่าทั้งหมด แสดงว่า ข้อสัญญายังคงมีผลตามกฎหมายเพียงแต่จะบังคับให้เต็มตามข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมทั้งหมดไม่ได้ คงบังคับกันได้เท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น ดังนี้ ข้อไม่เป็นธรรมที่โจทก์ทั้งสองอ้างมาจึงไม่เป็นผลให้สัญญาข้อดังกล่าวตกเป็นโมฆะ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า ตามสัญญาข้อดังกล่าวไม่มีข้อตกลงชัดเจนยกเว้นมิให้จำเลยที่ 1 รับผิดเพื่อกลฉ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยที่ 1 จึงไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 373 ไม่ตกเป็นโมฆะนั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อต่อไปมีว่า ข้อตกลงตามสัญญาให้บริการสถานที่ ข้อ 6.8 เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า ตามคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการจำเลยที่ 1 ระบุว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของผู้เช่าพื้นที่ตั้งแต่เวลาห้างจำเลยที่ 1 ปิดบริการเป็นต้นไป คือ ตั้งแต่เวลา 22 นาฬิกา จนถึง 10 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้น ซึ่งหากในช่วงดังกล่าวมีทรัพย์สินของผู้เช่าพื้นที่หายไป จำเลยที่ 1 จะรับผิดชอบแก่ผู้เช่าพื้นที่ แสดงว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 มีความเข้าใจในข้อสัญญาดังกล่าวตรงกันบางส่วนว่า ในเวลาที่ห้างจำเลยที่ 1 เปิดทำการ โจทก์ทั้งสองจะต้องรับผิดชอบดูแลรักษาทรัพย์สินด้วยตนเอง หากเกิดการสูญหายหรือเสียหายแก่ทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองในช่วงเวลาดังกล่าว ไม่ว่าด้วยเหตุประการใดก็ตาม จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ในช่วงเวลาที่ห้างจำเลยที่ 1 ปิดทำการ จำเลยที่ 1
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11783/2556 · ทนอย Thanoy