ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2559

ฎีกาที่ 1180/2559

หลักกฎหมาย

ในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นกรณีที่โจทก์ จำเลยมุ่งระงับข้อพิพาทระหว่างกันและมิใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดอย่างคดีธรรมดาที่จะต้องพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์ จำเลยแล้วพิพากษาชี้ขาดประเด็นข้อพิพาท ข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความจึงอาจมีผลไม่ตรงหรือไม่เป็นไปตามคำขอท้ายฟ้องได้ ถ้าข้อตกลงนั้นเกี่ยวพันกับประเด็นแห่งคดีและไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายเพราะเป็นไปตามข้อตกลงที่คู่ความต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงไม่อยู่ในบังคับแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 142 ซึ่งห้ามมิให้พิพากษาหรือสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นไกล่เกลี่ยแล้วคู่ความในคดีรวมทั้ง ก. และ น. ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลพิพากษาตามยอมจึงไม่ขัดต่อกฎหมาย แม้จะมี ก. และ น. เข้าร่วมตกลงด้วย การที่โจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสอง ก. และ น. ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลและศาลพิพากษาตามยอม สัญญาประนีประนอมยอมความจึงชอบด้วยกฎหมาย ผูกพันคู่สัญญาทุกฝ่ายในสัญญาประนีประนอมยอมความ ส่วนคำพิพากษาตามยอมซึ่งพิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดตามสัญญาประนีประนอมยอมความผูกพันเฉพาะคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ไม่ผูกพันบุคคลภายนอกซึ่งมิได้เป็นคู่ความเว้นแต่ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 142 (1), 245 และ 274 และในข้อยกเว้นตามมาตรา 145 วรรคสอง (1) (2) เมื่อ ก. ประพฤติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิขอบังคับคดีแก่ ก. โดยอาศัยสัญญาประนีประนอมและคำพิพากษาตามยอมคดีนี้ แต่เป็นกรณีที่โจทก์ต้องไปว่ากล่าวเอาแก่ ก. เป็นคดีต่างหาก แม้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 11 ระบุว่า หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดข้อตกลงในสัญญายอมข้อใดข้อหนึ่งให้บังคับคดีไปตามสัญญายอมนี้ได้ทันที โดยให้ถือเอาคำพิพากษาตามยอมของศาลเป็นการแสดงเจตนา พร้อมให้ชำระเงิน 2,000,000 บาท แก่คู่ความอีกฝ่ายด้วย ก็มีความหมายเพียงว่า ถ้าคู่สัญญาคนใดในสัญญาประนีประนอมยอมความผิดสัญญาข้อใดก็ให้บังคับคดีเอาแก่คู่สัญญานั้นตามสัญญาแต่ละข้อเท่านั้น เพราะในสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับดังกล่าวมิได้มีข้อตกลงให้โจทก์ทั้งสองกับ ก. ต้องรับผิดร่วมกันในการชำระหนี้แก่จำเลยทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงมิได้ประพฤติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิยื่นคำขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเอาแก่โจทก์ทั้งสอง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสมภพ กับนางวีณาหรือกัญญาพัชร์ นายสมภพเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางสาวฐิติมา เจ้ามรดก โดยนายสมภพและเจ้ามรดกมีพี่น้องร่วมบิดามารดารวม 9 คน นายสมภพถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2548 เจ้ามรดกถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2552 ส่วนจำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกตามคำสั่งศาล จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกไม่แบ่งปันทรัพย์มรดกให้ทายาท ทั้งยังเบียดบังทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกบางส่วนเป็นของตน เท่าที่โจทก์ทั้งสองทราบเจ้ามรดกมีทรัพย์มรดกเป็นมูลค่า 19,169,777.93 บาท ขอให้จำเลยทั้งสองแบ่งมรดกดังกล่าวให้โจทก์ทั้งสอง 1 ใน 8 ส่วนจำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งสองมิได้กระทำผิดหน้าที่ผู้จัดการมรดก แต่ได้ติดตามรวบรวมทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกมาเพื่อแบ่งปันให้แก่ทายาท จำเลยทั้งสองอยู่ในระหว่างฟ้องเรียกทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกจากโจทก์ทั้งสองและมารดาโจทก์ทั้งสองและต่อสู้คดีในคดีที่มารดาโจทก์ทั้งสองฟ้องว่า ทรัพย์สินไม่ใช่มรดกของเจ้ามรดก โจทก์ทั้งสองและมารดาโจทก์ทั้งสองไม่ยอมส่งมอบทรัพย์มรดกให้กองมรดก ทำให้จำเลยทั้งสองไม่อาจตรวจสอบทรัพย์มรดกได้ครบ ทั้งยังมีเหตุจำเป็นที่ต้องนำเงินหรือทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกมาเป็นค่าใช้จ่ายในการรวบรวมทรัพย์มรดก โจทก์ทั้งสองและมารดาโจทก์ทั้งสองปลอมแปลงพินัยกรรมของเจ้ามรดก ขณะนี้อยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีอาญา โจทก์ทั้งสองจึงถูกกำจัดมิให้รับมรดก ทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกมีมูลค่าไม่ถึง 19,169,777.93 บาท ฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความ ต่อมาวันที่ 26 ตุลาคม 2555 โจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสองและนางกัญญาพัชร์ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมภพ และนางสาวเนตรนัดดา (น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับเจ้ามรดก) ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลชั้นต้น ความว่า ข้อ 1. นายสุรพงศ์ และนางสาวเนตรนัดดา ตกลงโอนสิทธิการครอบครองในที่ดินสวนยางพาราพร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินแปลงเลขที่ 29 และเลขที่ 30 ของสหกรณ์นิคมปะทิว จำกัด ตำบลทะเลทรัพย์ อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ให้แก่โจทก์ทั้งสองหรือบุคคลที่โจทก์ทั้งสองตกลงยินยอม โดยโจทก์ทั้งสองจะเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการโอนสิทธิทั้งสิ้น โดยนายสุรพงศ์ และนางเนตรนัดดา จะขนย้ายแบบพิมพ์แผ่นยาง เครื่องจักรรีดยาง อุปกรณ์ในการกรีดยาง สายไฟและเสาไฟฟ้าออกไปจากที่ดินดังกล่าวก่อนโอนสิทธิให้แก่โจทก์ทั้งสอง โดยนายสุรพงศ์ และนางสาวเนตรนัดดา จะสละสิทธิและโอนสิทธิให้แก่โจทก์ทั้งสองภายในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2555 หากนายสุรพงศ์ และนางสาวเนตรนัดดาไม่ไปดำเนินการโอนสิทธิ และส่งมอบการครอบครองภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ยินยอมชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสอง ข้อ 2. โจทก์ทั้งสองตกลงยินยอมสละมรดกที่โจทก์ทั้งสองมีสิทธิได้รับตามกฎหมายจากกองมรดกของนางสาวฐิติมา ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์มรดกที่ปรากฏอยู่แล้วในเวลานี้หรือเกิดขึ้นในภายหน้า และโจทก์ทั้งสองไม่ติดใจเรียกร้องสิทธิหรือส่วนแบ่งใด ๆ ในทรัพย์มรดกของนางสาวฐิติมา หรือเรียกร้องสิทธิหรือส่วนแบ่งใดๆ จากทายาทของผู้ตายหรือจากจำเลยทั้งสองอีกแต่อย่างใดทั้งสิ้น และทายาทอื่นก็จะไม่เรียกร้องสิทธิจากโจทก์ทั้งสองและนางกัญญาพัชร์ เช่นกัน ข้อ 3. คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 46/2555 ของศาลจังหวัดชุมพร นางกัญญาพัชร์ ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมภพ ตกลงว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนโฉนดเลขที่ 7235, 18271, 18272 เลขที่ดิน 30, 45, 46 ตำบลนาชะอัง อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร เป็นทรัพย์มรดกของนางสาวฐิติมา โดยจำเลยทั้งสองจะชำระเงินสดจำนวน 500,000 บาท ให้แก่นางกัญญาพัชร์ ภายใน 15 วัน นับแต่วันนี้และส่งมอบการครอบครองและต้นฉบับโฉนดภายในวันเดียวกัน ข้อ 4. คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1272/2554 คดีหมายเลขแดงที่ 973/2555 ของศาลจังหวัดมีนบุรีนางกัญญาพัชร์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมภพ ตกลงจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 23015, 23018, 23019 เลขที่ดิน 435, 438, 439 ตำบลสามวาตะวันออก อำเภอมีนบุรี (เมือง) กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นการโอนตีใช้หนี้หรือชำระหนี้ให้แก่กองมรดกของนางสาวฐิติมา ต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขามีนบุรี ภายใน 30 วัน นับจากวันนี้ ค่าธรรมเนียมในการโอนมาเป็นชื่อของกองมรดกของนายสมภพ นางกัญญาพัชร์ เป็นผู้ชำระเอง ส่วนค่าธรรมเนียมต่างๆ ในการโอนจากนางกัญญาพัชร์ ไปยังทายาทของนางสาวฐิติมา ฝ่ายผู้รับโอนเป็นฝ่ายชำระเองทั้งสิ้น แต่หากนางกัญญาพัชร์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมภพ สามารถโอนให้แก่ทายาทของนางสาวฐิติมา ได้โดยตรง ให้ทั้งสองฝ่ายเสียค่าธรรมเนียมต่างๆ ในการโอนคนละกึ่งหนึ่ง ถ้านางกัญญาพัชร์ ไม่ไปดำเนินการภายในกำหนดเวลาดังกล่าวยินยอมชำระเงินให้แก่จำเลยทั
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1180/2559 · ทนอย Thanoy