คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2542
ฎีกาที่ 1186/2542
หลักกฎหมาย
ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวันพยานโจทก์และโจทก์ร่วม ทั้งสามมีโอกาสได้เห็นหน้าจำเลยในลักษณะเต็มใบหน้าในท่าตรง ในระยะใกล้เป็นเวลานานพอสมควร เมื่อเจ้าพนักงาน ตำรวจจับกุมจำเลยได้ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสาม ก็สามารถชี้ตัวจำเลยได้ถูกต้องโดยระบุว่าจำเลยไม่ใช่ คนร้ายที่ใช้มีดแทงผู้ตาย แต่เป็นคนนั่งซ้อนท้าย รถจักรยานยนต์ไปกับคนร้ายที่ใช้มีดแทงผู้ตาย พยานโจทก์ และโจทก์ร่วมทั้งสามเบิกความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกัน ประกอบ กับพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามไม่มีสาเหตุโกรธเคือง กับจำเลยจึงไม่มีเหตุที่พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามจะ แกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษคำเบิกความ ของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามจึงมีน้ำหนักฟังได้ จำเลยนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปกับคนร้ายอีก 2 คนและหลังจากคนร้ายที่นั่งซ้อนท้าย รถจักรยานยนต์เป็นคนที่สองใช้มีดแทงผู้ตายแล้ว จำเลยนั่งซ้อนท้าย รถจักรยานยนต์หลบหนีไปกับคนร้าย 2 คนนั้นด้วย แสดงให้เห็นว่าจำเลยร่วมรู้เห็นกับคนร้ายในการไปฆ่าผู้ตาย เพราะตามปกติ วิสัยคนร้ายที่จะไปกระทำความผิดจะไม่นำบุคคล ที่ไม่ได้เป็นพวกเดียวกันไปด้วยเพื่อให้รู้เห็นการกระทำ ความผิดของตน และการที่คนร้ายใช้มีดแทงผู้ตายก็อยู่ ในความรู้เห็นของจำเลย แต่จำเลยก็ยังนั่งซ้อนท้าย รถจักรยานยนต์คนร้ายหลบหนีไปด้วยกัน ถือได้ว่าจำเลยได้ร่วม คบคิดกับคนร้ายอีก 2 คน ไปฆ่าผู้ตายมาตั้งแต่ต้น จำเลยจึงมี ความผิดฐานร่วมกับพวกฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 83 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางเพียร เพชรขาว มารดาผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 83 จำคุก 15 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุที่โจทก์ฟ้อง มีคนร้ายใช้มีดเป็นอาวุธแทงนางสุจิตร เพชรขาว ถึงแก่ความตายมีบาดแผลตามรายงานการชันสูตรพลิกศพและความเห็นของแพทย์เอกสารหมาย จ.8 ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกับพวกฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามฟ้องหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีนางสาวสุดใจ แก้วสิทธิ์เด็กหญิงอุไรวรรณ เพชรขาว และเด็กชายสมพร แก้วสิทธิ์เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2539 เวลาประมาณ17 นาฬิกา ขณะนางสาวสุดใจกับเด็กหญิงอุไรวรรณกำลังทำกับข้าวอยู่ในครัว เด็กชายสมพรกำลังนั่งดูโทรทัศน์ ส่วนนางสุจิตร เพชรขาว ผู้ตายกำลังลับมีดอยู่ข้างบ้านที่เกิดเหตุจำเลยกับพวกอีก 2 คน นั่งรถจักรยานยนต์คันเดียวกันไปจอดที่หน้าบ้านที่เกิดเหตุ คนขับรถจักรยานยนต์สอบถามเด็กหญิงอุไรวรรณ นางสาวสุดใจและผู้ตายว่ารู้จักนายชวนที่มากรีดยางพาราหรือไม่ เด็กหญิงอุไรวรรณ นางสาวสุดใจและผู้ตายตอบว่าไม่รู้จัก เฉพาะเด็กชายสมพรเบิกความว่าหลังจากผู้ตายตอบว่าไม่รู้จักนายชวน คนขับรถจักรยานยนต์ได้ถามผู้ตายต่อไปว่าแฟนอยู่ไหม ผู้ตายตอบว่าไม่อยู่เด็กชายสมพรก็เดินกลับเข้าบ้านไปดูโทรทัศน์ จากนั้นพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามได้ยินเสียงผู้ตายร้องว่าอย่าแทงและขอความช่วยเหลือ แล้วเห็นชายคนนั่งซ้อนรถจักรยานยนต์เป็นคนที่สองถือมีดวิ่งไล่ติดตามผู้ตายเข้าไปในบ้าน พร้อมกับใช้มีดแทงผู้ตายและใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย จำเลยกับพวกหลบหนีไปด้วยกันระหว่างที่เด็กหญิงอุไรวรรณ นางสาวสุดใจและผู้ตายพูดจาโต้ตอบกับคนขับรถจักรยานยนต์ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามเห็นจำเลยนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์เป็นคนสุดท้ายเห็นว่า คดีนี้เกิดเหตุเวลากลางวัน พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามเห็นจำเลยในระยะห่างกันเพียง 3 เมตร โดยรถจักรยานยนต์ที่จำเลยนั่งซ้อนท้ายจอดหันหน้ารถเข้าไปทางหน้าบ้านที่พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามยืนอยู่ ทั้งพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามได้เห็นจำเลยขณะจำเลยลงจากรถจักรยานยนต์ด้วยนอกจากนี้ก่อนเกิดเหตุเด็กหญิงอุไรวรรณ นางสาวสุดใจและผู้ตายได้พูดจาโต้ตอบกับคนขับรถจักรยานยนต์ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามจึงมีโอกาสได้เห็นหน้าจำเลยในลักษณะเต็มใบหน้าในท่าตรงและในระยะใกล้เป็นเวลานานพอสมควรโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามสามารถชี้ตัวจำเลยได้ถูกต้องโดยระบุว่าจำเลยไม่ใช่คนร้ายที่ใช้มีดแทงผู้ตาย แต่เป็นคนนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปกับคนร้ายที่ใช้มีดแทงผู้ตายตามบันทึกการชี้ตัวผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.1 จ.3 จ.5 กับภาพถ่ายหมาย จ.2 จ.4 และจ.6 ซึ่งพันตำรวจโทเจริญ โลสิริพนักงานสอบสวนได้มาเบิกความยืนยันในข้อนี้ นอกจากนี้ตามคำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามปรากฏว่าพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามเบิกความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันประกอบกับพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย ไม่มีเหตุที่พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามจะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ คำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามดังกล่าวจึงมีน้ำหนักฟังได้ว่าพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามได้เห็นและจำหน้าจำเลยได้ว่าจำเลยได้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ร่วมไปกับพวกอีก2 คน เมื่อคนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์เป็นคนที่สองใช้มีดแทงผู้ตายแล้ว จำเลยกับพวกพากันหลบหนีไปด้วยกันตามพฤติการณ์ที่จำเลยนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปกับคนร้ายอีก 2 คน และหลังจากคนร้ายแทงผู้ตายแล้ว จำเลยยังนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวหลบหนีไปกับคนร้าย 2 คนนั้นด้วย ย่อมบ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยร่วมรู้เห็นกับคนร้ายในการไปฆ่าผู้ตาย เพราะตามปกติวิสัยคนร้ายที่จะไปกระทำความผิดจะไม่นำบุคคลที่ไม่ได้เป็นพวกเดียวกันไปด้วยเพื่อให้รู้เห็นการกระทำความผิดของตนและการที่คนร้ายใช้มีดแทงผู้ตายก็อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยแต่จำเลยก็ยังนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คนร้ายหลบหนีไปด้วยกันเช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยได้ร่วมคบคิดกับคนร้ายอีก 2 คนไปฆ่าผู้ตายมาตั้งแต่ต้น แม้ตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมจะไม่ได้ความว่าจำเลยได้กระทำอันใด ก็อาจเป็นไปได้ว่าจำเลยเห็นว่าขณะนั้นในบ้านที่เกิดเหตุมีเพียงผู้ตายกับพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามซึ่งเป็นเด็กเท่านั้น จึงไม่จำเป็นที่จำเลยต้องลงมือช่วยคนร้ายที่ใช้มีดแทงผู้ตาย แต่การที่จำเลยอยู่บริเวณที่เกิดเหตุก็พร้อมที่เข้าช่วยได้ทันที หากมีบุคคลอื่นช่วยผู้ตายจึงฟังได้ว่าจำ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง