คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2533
ฎีกาที่ 1191/2533
หลักกฎหมาย
ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่าซึ่ง ผู้เป็นเจ้าของมีแต่ เพียงสิทธิครอบครองแม้จำเลยที่ 1 จะไม่มีอำนาจขายที่ดินพิพาทและได้กระทำไปโดย ไม่ ชอบ ด้วย กฎหมาย เพราะจำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนเจ้าของ ซึ่ง เป็นบุตรผู้เยาว์และขายโดย ไม่ได้รับอนุญาตจากศาลก็ตาม แต่ เจ้าของที่ดิน พิพาททุกคนโดยเฉพาะ จำเลยที่ 4 หลังจากบรรลุนิติภาวะแล้วก็ได้ แสดงเจตนาโดย แจ้งชัดว่ายอมสละและส่งมอบการครอบครองทั้งทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองให้ผู้ร้องที่ 1 แล้วผู้ร้องที่ 1ได้ เข้าครอบครองที่ดินพิพาทติดต่อ กันมาโดยตลอด ผู้ร้องที่ 1ย่อมได้ สิทธิครอบครองและเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท.
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
กรณีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้เงินกู้ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 กู้ไปจากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 3 ที่ 4เป็นผู้ค้ำประกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 205,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย และค่าฤชาธรรมเนียมต่อมาจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดิน น.ส.3 ทะเบียนเล่ม 1 หน้า 113เลขที่ 55 ตำบลน้ำชุน อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ เนื้อที่14 ไร่ 2 งาน 76 ตารางวา ผู้ร้องขัดทรัพย์ยื่นคำร้องว่าที่ดินตาม น.ส.3 ดังกล่าวเป็นส่วนของผู้ร้องที่ 1 จำนวน 11 ไร่ 3 งาน50 ตารางวา เป็นส่วนของผู้ร้องที่ 2 จำนวน 5 ไร่ 1 งาน 33 ตารางวาผู้ร้องทั้งสองครอบครองโดยความสงบเปิดเผยด้วยเจตนายึดถือเพื่อตนจดทะเบียนรับโอนโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ทรัพย์ดังกล่าวไม่ใช่ของจำเลยที่ 4 ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด โจทก์ให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 4 ซึ่งรับโอนมาทางมรดกจากบิดามารดา ผู้ร้องทั้งสองไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทจำเลยที่ 1 รับซื้อที่พิพาทโดยไม่สุจริต และเป็นการฉ้อฉล คำร้องผู้ร้องที่ 1 เคลือบคลุม ผู้ร้องทั้งสองไม่ใช่เจ้าของทรัพย์พิพาทขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ถอนการยึดทรัพย์ของผู้ร้องทั้งสอง โจทก์อุทธรณ์ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องที่ 1 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องที่ 1 กับโจทก์นำสืบรับและไม่โต้เถียงกันฟังได้เบื้องต้นว่านายจันทร์หรือจัน กองเกิน ได้นางไปหรือไปล่จำเลยที่ 1 เป็นภรรยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 6 คนคือ จำเลยที่ 2 ที่ 3ที่ 4 นางปัน นายมงคล กับนายบุญเกิด เดิมนายจันทร์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทตาม น.ส.3 เอกสารหมาย จ.1 เนื้อที่ 14 ไร่ 2 งาน76 ตารางวา เมื่อปี พ.ศ. 2522 นายจันทร์ได้แบ่งขายให้นายปิ่นวันเมือง ผู้ร้องที่ 2 จำนวน 5 ไร่ ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมายร.10 นายจันทร์ได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2522 ตามมรณบัตรเอกสารหมาย ร.2 ต่อมาวันที่ 27 พฤศจิกายน 2523 จำเลยที่ 1 ได้แบ่งขายที่ดินส่วนที่เหลือให้นายรักษ์ พลน้อย สามีของผู้ร้องที่ 1จำนวน 6 ไร่ ตามสัญญาซื้อขาย เอกสารหมาย ร.1 และต่อมาปี พ.ศ. 2524จำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินส่วนที่เหลือให้นายรักษ์อีก โดยไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายเพราะว่าได้มอบ น.ส.3 ให้นายรักษ์ไว้ก่อนแล้วนายรักษ์ถึงแก่กรรมเมื่อปี พ.ศ. 2527 ระหว่างตั้งแต่นายจันทร์กับจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องที่ 2 กับนายรักษ์จนถึงนายรักษ์ถึงแก่กรรม ยังไม่ได้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมกันจนกระทั่งจำเลยที่ 4 บรรลุนิติภาวะแล้วต่อมาวันที่ 2 พฤษภาคม 2528จำเลยที่ 4 จึงได้จดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินพิพาทในฐานะทายาทของนายจันทร์ และในวันเดียวกัน ได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาททั้งแปลงให้แก่ผู้ร้องที่ 1 ตามหนังสือสัญญาขายที่ดิน เอกสารหมายร.3 ต่อมาวันที่ 3 กรกฎาคม 2528 ผู้ร้องที่ 1 จึงได้ทำหนังสือสัญญาแบ่งขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องที่ 2 ตามเอกสารหมาย ร.9แล้วขอออก น.ส.3 ก. และแบ่งแยกที่ดินให้ผู้ร้องที่ 2 ตาม น.ส.3 ก.เอกสารหมาย ร.4 และ ร.12 คดีสำหรับผู้ร้องที่ 2 กับโจทก์ยุติมาแต่ศาลชั้นต้นคงมีปัญหาวินิจฉัยในชั้นนี้ว่า ที่ดินพิพาทตามน.ส.3 ก. เอกสารหมาย ร.4 เป็นที่ดินของผู้ร้องที่ 1 หรือไม่โจทก์ฎีกาว่า หลังจากนายจันทร์ถึงแก่กรรมแล้วที่ดินพิพาทตกเป็นมรดกของบุตรทั้ง 6 คน จำเลยที่ 1 เป็นแต่เพียงผู้ครอบครองที่ดินพิพาทไว้แทนบุตรจึงไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปขายให้แก่นายรักษ์สามีของผู้ร้องที่ 1 การซื้อขายเป็นโมฆะ และขณะนั้นบุตรทุกคนมิได้ให้ความยินยอม ทั้งไม่ได้รับอนุญาตจากศาลโดยเฉพาะจำเลยที่ 4 ก็ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผู้ร้องที่ 1 จึงเป็นแต่เพียงผู้ครอบครองแทนบุตรของนายจันทร์เท่านั้น ผู้ร้องที่ 1 นำสืบว่าหลังจากสามีซื้อที่ดินพิพาทมาแล้วตนกับสามีและบุตรได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ตลอดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 โดยมีนายนวน วันเมืองผู้ใหญ่บ้านท้องที่ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ ทั้งเป็นผู้ทำสัญญาซื้อขายให้ผู้ร้องที่ 2 ได้เบิกความยืนยันดังที่ผู้ร้องที่ 1 นำสืบนอกจากนี้ผู้ร้องที่ 1 มีนายประเสริฐ พูลสิงห์ กำนันท้องที่เบิกความประกอบเช่นเดียวกันว่า นายจันทร์กับจำเลยที่ 1 ได้ไปตกลงขายที่ดินพิพาทให้สามีของผู้ร้อง 1 ที่บ้านของตนและขณะนี้บุตรของผู้ร้องที่ 1 ก็เป็นผู้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท นายสมโภชน์พลน้อย บุตรของผู้ร้องที่ 1 ก็เบิกความยืนยันว่า เมื่อนายรักษ์ซื้อที่ดินพิพาทแล้ว นายรักษ์กับผู้ร้องที่ 1 ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา และนายเฉย วันเพ็ง ซึ่งเคยให้จำเลยที่ 1 กู้เงินและเคยถือ น.ส.3 ที่ดินพิพาทไว้ ทั้งได้เป็นพยานในสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายรักษ์ก็เบิกความว่า ขณะนี้ผู้ร้องที่ 1 กับบุตร ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ยิ่งไปกว่า
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง