คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2560
ฎีกาที่ 1191/2560
หลักกฎหมาย
ศาลชั้นต้นชี้สองสถานและกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ แม้จำเลยที่ 3 และที่ 4 จะมิได้ยกอายุความขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ แต่เมื่อตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ มูลความแห่งคดีจึงเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันไม่ได้ การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การต่อสู้ว่าสิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ถือว่าได้ทำโดยจำเลยที่ 3 และที่ 4 ด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 59 (1) วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์ได้รับแจ้งเหตุและเดินทางไปดูป้ายโครงการก่อสร้างที่ระบุชื่อโจทก์เป็นสถาปนิกโครงการ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่สำนักงานเขตบางพลัด จึงทราบว่าจำเลยที่ 2 ยื่นขออนุญาตปลูกสร้างโดยใช้เอกสารที่มีลายมือชื่อปลอมของโจทก์โดยอ้างว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง ถือว่าโจทก์รู้ตัวจำเลยที่ 3 และที่ 4 ผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทน ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2554 สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ จำเลยที่ 4 รู้ว่าโจทก์ไม่ได้รับเป็นสถาปนิกผู้ออกแบบแต่กลับมีเจตนานำชื่อโจทก์มาลงไว้ในป้ายประกาศบริเวณที่ก่อสร้างว่าโจทก์เป็นสถาปนิก การกระทำของจำเลยที่ 4 และในฐานะกรรมการบริษัทจำเลยที่ 3 เป็นการกระทำโดยไม่ชอบเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 34,580,136.99 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 30,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 2,954,400 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 28 มกราคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เป็นพับ จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,969,600 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นสถาปนิกได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม ประเภทสามัญสถาปนิก จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 4 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ใบอนุญาตก่อสร้างอาคารซึ่งระบุอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ทำการก่อสร้างอาคาร ที่ซอยวัดภคินีนาถ ถนนราชวิถี แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 116618, 3249 และ 414 เป็นที่ดินของวัดภคินีนาถ และจำเลยที่ 1 โดยมีชื่อโจทก์ จำเลยที่ 4 และนายชาญณรงค์ เป็นผู้ควบคุมงาน มีโจทก์ จำเลยที่ 4 นายสมศักดิ์ และนายชาญณรงค์เป็นผู้ออกแบบและคำนวณออกให้เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2552 โดยผู้อำนวยการเขตบางพลัด และแผ่นป้ายประกาศโครงการก่อสร้างอาคาร 4 ชั้น 1 ชั้นลอย ที่บริเวณก่อสร้างซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าของโครงการ ระบุชื่อโจทก์เป็นสถาปนิก หนังสือรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขออนุญาตปลูกสร้างดัดแปลงต่อเติมระบุว่าโจทก์รับรองว่าเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง วางผัง ออกแบบทำรายการก่อสร้าง คำนวณโครงการ และลงลายมือชื่อในช่องสถาปนิก หนังสือแสดงความยินยอมของผู้ควบคุมงาน ระบุว่าโจทก์ยินยอมเป็นผู้ควบคุมงานตามคำขอรับใบอนุญาตของจำเลยที่ 2 และลงลายมือชื่อในช่องผู้ควบคุมงาน ภาพถ่ายใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมของโจทก์ ระบุเป็นลายมือชื่อของโจทก์รับรองสำเนาเอกสารดังกล่าว วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์ไปร้องทุกข์ต่อพันตำรวจโททนงค์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางพลัด ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 4 ข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำละเมิดต่อโจทก์และต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์นำสืบว่า เมื่อโจทก์ทราบจากนายณัฐ ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์เดินทางไปที่บริเวณก่อสร้างอาคารพบแผ่นป้ายประกาศโครงการงานก่อสร้างระบุชื่อโจทก์เป็นสถาปนิก แต่โจทก์ไม่ได้รับเป็นสถาปนิก จากนั้นโจทก์ไปตรวจสอบพบว่า หนังสือรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพ หนังสือแสดงความยินยอมของผู้ควบคุมงาน และภาพถ่ายใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมของโจทก์ ซึ่งมีลายมือชื่อของโจทก์ในเอกสารดังกล่าวเป็นลายมือชื่อปลอม วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์จึงไปร้องทุกข์ต่อพันตำรวจโททนงค์ ให้ดำเนินคดี และพันตำรวจโททนงค์พนักงานสอบสวนมาเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า พยานดำเนินการส่งหนังสือและภาพถ่ายใบอนุญาต พร้อมกับตัวอย่างลายมือชื่อของโจทก์ไปให้กองพิสูจน์หลักฐานสำนักงานตำรวจแห่งชาติตรวจพิสูจน์ ต่อมาวันที่ 9 กรกฎาคม 2553 พยานได้รับแจ้งผลจากกองพิสูจน์หลักฐานว่า ว่าที่พันตำรวจโทหญิงพรสวรรค์ ประจำกองพิสูจน์หลักฐานกลาง ตรวจพิจารณาลายมือชื่อเปรียบเทียบกับตัวอย่างลายมือชื่อของโจทก์โดยละเอียดแล้ว มีคุณสมบัติของการเขียน รูปลักษณะของลายมือชื่อแตกต่างกัน จึงลงความเห็นว่าไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ จึงเชื่อได้ว่าพันตำรวจโททนงค์ดำเนินการส่งเอกสารไปตรวจพิสูจน์และได้รับผลตามรายงานการตรวจพิสูจน์จริง แม้โจทก์จะมิได้นำว่าที่พันตำรวจโทหญิงพรสวรรค์มาเบิกความและรายงานการตรวจพิสูจน์ จะเป็นเพียงข้อสันนิษฐานจากการตรวจพิสูจน์ก็ตาม แต่เมื่อผลการตรวจพิสูจน์รับฟังได้ตรงกับข้อนำสืบของโจทก์ โดยจำเลยที่ 3 และที่ 4 มีเพียงจำเลยที่ 4 มาเบิกความปฏิเสธลอย ๆ เพียงว่าไม่ใช่ลายมือชื่อโจทก์ปล
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง