ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2556

ฎีกาที่ 11925/2556

หลักกฎหมาย

หลังจากเจ้าพนักงานจับจำเลยที่ 3 ได้พร้อมใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ปลอมของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1ฬ - 2678 กรุงเทพมหานคร แล้ว จึงให้จำเลยที่ 3 โทรศัพท์ไปหาจำเลยที่ 4 เพื่อนัดรับใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ปลอมของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7ฮ - 9961 กรุงเทพมหานคร การที่จำเลยที่ 4 นำใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ปลอมของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7ฮ - 9961 กรุงเทพมหานคร มาส่งให้แก่จำเลยที่ 3 ตามที่จำเลยที่ 3 สั่งทำนั้น ถือว่าเป็นการใช้เอกสารราชการใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ปลอมของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7ฮ - 9961 กรุงเทพมหานคร แล้ว ในวันรุ่งขึ้นหลังการจับกุมจำเลยที่ 4 พนักงานสอบสวนได้สอบคำให้การจำเลยที่ 4 และในชั้นพิจารณาที่จำเลยที่ 4 เบิกความต่อศาล จำเลยที่ 4 ไม่เคยกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 4 รับราชการทหาร ทั้งขณะฟ้องคดีนี้ไม่ปรากฏหลักฐานว่า จำเลยที่ 4 รับราชการทหาร ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ การที่จำเลยที่ 4 ปลอมหนังสือแสดงการจดทะเบียนของรถบรรทุกส่วนบุคคลหมายเลขทะเบียน 81 - 0409 กรุงเทพมหานคร กับปลอมแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีของรถบรรทุกส่วนบุคคลดังกล่าวนั้น จำเลยที่ 4 มีเจตนาอย่างเดียวกันคือ เพื่อนำไปใช้หรือแสดงต่อผู้พบเห็นว่ารถยนต์คันดังกล่าวเป็นรถยนต์ที่จดทะเบียนและเสียภาษีถูกต้องเพื่อจะได้ใช้รถยนต์คันดังกล่าวโดยชอบ การกระทำของจำเลยที่ 4 ในส่วนนี้จึงเป็นความผิดกรรมเดียว แม้ตรายางที่ยึดได้ภายในรถยนต์ของจำเลยที่ 4 บางอันจะไม่ใช่ตรายางที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ใช้ในการกระทำความผิดคดีนี้ แต่ตรายางที่ยึดได้นั้น เห็นได้ชัดว่า เป็นอุปกรณ์ที่มีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารราชการของกรมการขนส่งทางบกโดยเฉพาะ จึงต้องริบตรายางทั้ง 25 อัน ตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 91, 83, 33 ริบของกลาง และขอให้นับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 425/2546 หมายเลขแดงที่ 1367/2547 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่เนื่องจากจำเลยทั้งสี่เป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารปลอมด้วยตนเอง ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอม แต่เพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานใช้บัตรข้าราชการต่างกันปลอม (ที่ถูก ฐานใช้บัตรประจำตัวข้าราชการตำรวจปลอม) จำคุก 3 ปี ลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานร่วมกันใช้ใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ หมายเลขทะเบียน 1ฬ - 2678 กรุงเทพมหานคร จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันใช้ป้ายแสดงการเสียภาษีปลอมของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1ฬ - 2678 กรุงเทพมหานคร จำคุกคนละ 3 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 6 ปี ลงโทษจำเลยที่ 4 ฐานใช้ใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7ฮ - 9961 กรุงเทพมหานคร จำคุก 3 ปี ฐานปลอมหนังสือแสดงการจดทะเบียนรถบรรทุกส่วนบุคคลหมายเลขทะเบียน 81 - 0409 กรุงเทพมหานคร จำคุก 3 ปี ฐานปลอมแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปีของรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลหมายเลขทะเบียน 81 - 0409 กรุงเทพมหานคร จำคุก 3 ปี ฐานปลอมแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษี จำคุก 3 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 4 เป็นเวลา 12 ปี ให้นับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีหมายเลขแดง (ที่ถูก คดีอาญาหมายเลขดำ) ที่ 425/2546 หมายเลขแดงที่ 1367/2547 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี (ที่ถูก ข้อหาอื่นให้ยก) ริบของกลาง จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 และจำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานปลอมบัตรประจำตัวข้าราชการตำรวจ จำคุก 2 ปี จำเลยที่ 3 เป็นผู้ปลอมเอกสารราชการใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1ฬ - 2678 กรุงเทพมหานคร และแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1ฬ - 2678 กรุงเทพมหานคร และจำเลยที่ 4 เป็นผู้ปลอมเอกสารราชการใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7ฮ - 9961 กรุงเทพมหานคร จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมดังกล่าว แต่เพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและสอบสวนและจำเลยที่ 4 ให้การในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง ให้คืนตรายางที่ระบุอักษรว่า "สขพ.3" "โอนกรรมสิทธิ์จาก...", "แจ้งการใช้รถในกรุงเทพฯ ตามภูมิลำเนา", "ปฏิบัติราชการแทน", "ค่าธรรมเนียม (FEE) 505 บาท", "กระบะบรรทุกส่วนบุคคล (ร.ย.3)", "รถยนต์ส่วนบุคคลนั่งเกิน 7 คน ", "ใบคู่มือสูญหาย", "ต่อก่อนล่วงหน้า 6 เดือน ให้นำรูปถ่ายมาต่ออายุทุกครั้ง", "ออกแทนเล่มที่สูญหาย", "(จทบ. รับชำระภาษีแทน)" และชื่อจังหวัดต่าง ๆ ยกเว้นชื่อจังหวัด "กรุงเทพมหานคร" ของกลางให้แก่เจ้าของ ไม่นับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 425/2546 หมายเลขแดงที่ 1367/2547 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 4 ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยที่ 4 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสี่และยึดใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1ฬ - 2678 กรุงเทพมหานคร กับแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์คันดังกล่าว ใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7ฮ - 9961 กรุงเทพมหานคร หนังสือแสดงการจดทะเบียนของรถบรรทุกส่วนบุคคลหมายเลขทะเบียน 81 - 0409 กรุงเทพมหานคร กับแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีของรถบรรทุกส่วนบุคคลดังกล่าว แผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปี 2548 ที่ยังไม่ได้กรอกข้อความ 3 ฉบับ บัตรประจำตัวข้าราชการตำรวจของร้อยตำรวจตรีปรีชา ที่มีรูปถ่ายของจำเลยที่ 1 ติดอยู่อันเป็นเอกสารราชการปลอม และยึดตรายาง 25 อัน รวมทั้งเอกสารอื
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11925/2556 · ทนอย Thanoy