คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2541
ฎีกาที่ 1196/2541
หลักกฎหมาย
พ.และย. ร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์มอบอำนาจให้ น. มีอำนาจกระทำการต่าง ๆตามที่ระบุไว้ รวมทั้งมีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีล้มละลายทุกศาลแทนโจทก์ได้ ขณะ พ. ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจนั้น พ. ยังเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงมีผลให้ น. มีอำนาจฟ้องคดีล้มละลายแทนโจทก์ได้ทั้งหนังสือมอบอำนาจปิดอากรแสตมป์ 30 บาท อันแสดงว่าโจทก์มอบอำนาจให้กระทำการแทนโจทก์ได้มากกว่าครั้งเดียวดังนี้ ตราบใดโจทก์ยังมิได้ยกเลิกหรือเพิกถอนหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว น. ย่อมมีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ทั้งหมดแทนโจทก์ได้ตลอดไป แม้ต่อมาภายหลังขณะยื่นฟ้องนั้นพ. จะมิได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์อีกต่อไปก็ตามเพราะการที่ พ.และย. ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์นั้นเป็นการมอบอำนาจในนามโจทก์ น. จึงมีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องเป็นหนี้ที่จำเลยที่ 1เบิกเงินเกินบัญชีและหนี้ที่เกิดจากการที่จำเลยที่ 1ขายลดเช็คตามสัญญาขายลดเช็คพร้อมดอกเบี้ย หนี้ดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ส่วนที่โจทก์ตีราคาหลักประกันมาในฟ้องเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติล้มละลายมาตรา 10(2) ที่ให้กระทำเช่นนั้น เพียงแต่เมื่อหักกับจำนวนหนี้ของตนแล้ว เงินยังขาดอยู่สำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 50,000 บาท หรือลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 500,000 บาทก็ฟ้องเป็นคดีล้มละลายได้โดยไม่จำต้องฟ้องเป็นคดีแพ่งและนำยึดหลักประกันออกขายทอดตลาดก่อน ที่จำเลยที่ 2ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ทั้งที่มีอยู่แล้วขณะค้ำประกันและที่จะมีขึ้นต่อไปในภายหน้า โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 เป็นจำนวนเงิน 5,000,000 บาทเมื่อจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 8,423,598.91บาท โจทก์ตีราคาหลักประกันเป็นเงิน 3,856,300 บาทเมื่อหักกันจำนวนหนี้ดังกล่าวเงินยังขาดอยู่ 4,567,298.91บาท อันเป็นจำนวนเงินที่กำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนซึ่งจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ในจำนวนเงินดังกล่าวแก่โจทก์ โจทก์จึงฟ้องให้จำเลยที่ 2 ล้มละลายได้ จำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือทวงถามจากโจทก์ให้ชำระหนี้ดังกล่าวแล้ว 2 ครั้ง แต่ละครั้งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน และจำเลยที่ 2 ไม่ชำระหนี้จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว ที่จำเลยที่ 2นำสืบว่า มีรถยนต์บรรทุกหลายคันคงมีแต่จำเลยที่ 2คนเดียวเบิกความลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ให้เห็นว่าเป็นความจริง ส่วนจำเลยที่ 2นำสืบว่าจำเลยที่ 2 ประกอบการขนส่งเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วมีรายได้เดือนละ 30,000 บาท ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ทั้งที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ในจำนวนหนี้ของจำเลยที่ 1 ดังวินิจฉัยมาข้างต้นหาใช่ไม่มีหน้าที่ต้องรับชำระหนี้แก่โจทก์ดังที่จำเลยที่ 2ฎีกาไม่ พยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 มีหนี้ล้นพ้นตัว
มาตราที่อ้างถึง
ป.วิ.พ. 60พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 8พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 9พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 10พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 14
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งหกเด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1ถึงที่ 4 และที่ 6 ไว้เด็ดขาด ยกฟ้องจำเลยที่ 5 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วที่จำเลยที่ 2 ฎีกาในประการแรกว่า ขณะยื่นฟ้องนายพิชัย สุวรรณมาศมิได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ นายนพรัตน์ ณ ระนองจึงไม่อาจอาศัยหนังสือมอบอำนาจ ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ฟ้องคดีนี้ เห็นว่า นายพิชัยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ระหว่างวันที่ 2 พฤษภาคม 2526ถึงวันที่ 30 กันยายน 2528 เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2527นายพิชัยกับนายยศ เอื้อชูเกียรติ ร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์มอบอำนาจให้นายนพรัตน์มีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้รวมทั้งมีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแพ่งคดีอาญาตลอดจนคดีล้มละลายทุกศาลแทนโจทก์ได้ ดังนั้นขณะนายพิชัยลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจนั้น นายพิชัยยังเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงมีผลให้นายนพรัตน์มีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้รวมทั้งมีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแพ่ง คดีอาญา ตลอดจนคดีล้มละลายแทนโจทก์ ทั้งปรากฏว่าหนังสือมอบอำนาจปิดอากรแสตมป์ 30 บาทอันแสดงว่าโจทก์มอบอำนาจให้กระทำการแทนโจทก์ได้มากกว่าครั้งเดียวดังนี้ ตราบใดโจทก์ยังมิได้ยกเลิกหรือเพิกถอนหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว นายนพรัตน์ย่อมมีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ทั้งหมดแทนโจทก์ได้ตลอดไป แม้ต่อมาภายหลังนายพิชัยจะมิได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์อีกต่อไป เพราะการที่นายพิชัยกับนายยศลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์นั้นเป็นการมอบอำนาจในนามโจทก์ เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้ยกเลิกหรือเพิกถอนหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว นายนพรัตน์จึงมีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ แม้ขณะยื่นฟ้องนายพิชัยจะมิได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ก็ตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า นายนพรัตน์มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาประการต่อมาว่า โจทก์มิได้ฟ้องคดีแพ่งและไม่มีการยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นหลักประกันออกขายทอดตลาดก่อน แต่โจทก์ตีราคาหลักประกันตามอำเภอใจแล้วนำไปหักกับจำนวนหนี้และที่โจทก์นำเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของจำเลยที่ 1 ไปหักชำระหนี้ไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 1หนี้ส่วนที่เหลือที่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้ จึงเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนทั้งหลักประกันมีราคาถึง 9,000,000 บาทเห็นว่า มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องเป็นหนี้ที่จำเลยที่ 1 เบิกเงินเกินบัญชีและหนี้ที่เกิดจากการที่จำเลยที่ 1 ขายลดเช็คตามสัญญาขายลดเช็คพร้อมดอกเบี้ย หนี้ดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ส่วนที่โจทก์ตีราคาหลักประกันมาในฟ้องเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 10(2)ที่ให้กระทำเช่นนั้น เพียงแต่เมื่อหักกับจำนวนหนี้ของตนแล้วเงินยังขาดอยู่สำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 50,000 บาท หรือลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 500,000 บาท ก็ฟ้องเป็นคดีล้มละลายได้โดยไม่จำต้องฟ้องเป็นคดีแพ่งและนำยึดหลักประกันออกขายทอดตลาดก่อนจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ทั้งที่มีอยู่แล้วขณะค้ำประกันและที่จะมีขึ้นต่อไปในภายหน้าโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 เป็นจำนวนถึง 5,000,000 บาท และได้ความจากคำเบิกความของนายเด่นชัย เสมารัตน์กับนายสิงห์ชัย ทรัพย์มณีนันท์ พนักงานสินเชื่อของโจทก์ว่าเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2531 โจทก์นำเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของจำเลยที่ 1 จำนวน 3,497,395.05 บาท ไปหักชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ตามข้อตกลงแล้วคงเหลือหนี้เบิกเงินเกินบัญชี 5,741,021.64 บาท และโจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ย 1,181,172.40 บาท รวมกับต้นเงินแล้วจำเลยที่ 1เป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีถึงวันฟ้อง 7,278,041.40 บาท (ที่ถูก7,234,811.45 บาท) นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังเป็นหนี้ขายลดเช็คตามสัญญาขายลดเช็ค 5 ฉบับ เป็นเงิน 821.701 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินตามเช็คแต่ละฉบับนับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแต่ละฉบับถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ย 367,086.41 บาท รวมกับต้นเงินตามเช็คแล้วจำเลยที่ 1เป็นหนี้ตามสัญญาขายลดเช็คถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,188,787.40 บาท(ที่ถูก 1,188,787.46 บาท) จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ถึงวันฟ้องเป็นเงินทั้งสิ้น 8,216,628.80 บาท (ที่ถูกเป็นเงิน 8,423,598.91 บาท)โจทก์ตีราคาหลักประกันเป็นเงิน 3,856,300 บาท เมื่อหักกับจำนวนหนี้ดังกล่าวเงินยังขาดอยู่ 4,370,328.80 บาท (ที่ถูก4,
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง