ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2553

ฎีกาที่ 1196/2553

หลักกฎหมาย

การที่จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกใช้กำลังฉุดลากผู้เสียหายที่ 3 กับทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงในวาระเดียวกันไม่ขาดตอนด้วยเจตนาฉุดลากผู้เสียหายที่ 3 ไปให้เป็นผลสำเร็จเป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 310, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบอาวุธมีดและหัวกระสุนปืนของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างการพิจารณาจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 295, 310 วรรคแรก, 371, 83 ความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ประกอบกับสาเหตุจากการกระทำผิดเกิดจากจำเลยที่ 2 ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับฝ่ายครอบครัวผู้เสียหายที่ 3 เนื่องจากต่างฝ่ายนับถือศาสนาต่างกันมาก่อน เป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ต้องตัดสินใจ เพื่อต้องการให้ผู้เสียหายที่ 3 และบุตรกลับมาอยู่ร่วมกันเหมือนเดิมแต่กระทำโดยปราศจากความยั้งคิดทำให้เกิดเหตุร้ายขึ้นอีก ทั้งจำเลยที่ 2 ไม่เคยต้องโทษมาก่อนถือว่ามีเหตุบรรเทาโทษ สมควรลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน และปรับ 75 บาท ริบของกลาง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 310 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายตามมาตรา 310 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และปรับ 4,000 บาท ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ฎีกาโต้แย้งฟังได้ในเบื้องต้นว่า เดิมจำเลยที่ 2 และผู้เสียหายที่ 3 ต่างอยู่ที่ตำบลท่าเรือ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี เมื่อปี 2541 จำเลยที่ 2 แต่งงานกับผู้เสียหายที่ 3 ตามหลักศาสนาอิสลามแล้วย้ายไปอยู่ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จนกระทั่งมีบุตรด้วยกันหนึ่งคน เมื่อประมาณต้นปี 2544 ผู้เสียหายที่ 3 พาบุตรซึ่งขณะนั้นอายุประมาณ 2 เดือน กลับไปอยู่กับบิดามารดาที่ตำบลท่าเรือ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี เพราะจำเลยที่ 2 ไม่ประพฤติตนตามหลักศาสนาอิสลาม หลังจากนั้นประมาณต้นเดือนมีนาคม 2544 จำเลยที่ 2 พาโต๊ะอิหม่ามและผู้ใหญ่ไปพบผู้เสียหายที่ 3 ที่บ้านเพื่อขอให้ผู้เสียหายที่ 3 กลับไปอยู่ด้วยกัน แต่ผู้เสียหายที่ 3 และนายหมีด บิดาไม่ยินยอมและให้จำเลยที่ 2 ประพฤติตนตามหลักศาสนาอิสลามเสียก่อน จำเลยที่ 2 รับปากแล้วกลับไป วันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 และนายสะหม้อหรือประถมหรือปฐม นั่งรถยนต์กระบะไปหาผู้เสียหายที่ 3 ที่บ้าน จำเลยที่ 2 อุ้มบุตรไปที่รถโดยจำเลยที่ 1 และนายสะหม้อช่วยกันฉุดลากผู้เสียหายที่ 3 ตามไป ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นน้องผู้เสียหายที่ 3 เข้าขัดขวางจึงเกิดต่อสู้กับจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กาย ในขณะเดียวกันผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นพี่ชายผู้เสียหายที่ 3 จะเข้าช่วยผู้เสียหายที่ 3 ก็ถูกนายสะหม้อใช้อาวุธปืนยิงบริเวณหน้าท้องได้รับบาดเจ็บ จากนั้นจำเลยที่ 2 อุ้มบุตรขึ้นรถและจำเลยที่ 1 กับนายสะหม้อช่วยกันฉุดลากผู้เสียหายที่ 3 ขึ้นรถพากันหนีไป สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 และความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้อง ต้องห้ามโจทก์ฎีกา ส่วนความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธมีด ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 และฐานร่วมกันทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ฎีกาจึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกับพวกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 และฐานร่วมกับพวกพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 หรือไม่ โดยโจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 และนายสะหม้อเป็นเ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1196/2553 · ทนอย Thanoy