ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2541

ฎีกาที่ 1203/2541

หลักกฎหมาย

คำฟ้องของโจทก์บรรยายเข้าใจได้ว่า อ. กับพวกได้สมคบกับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้กลอุบายทำการฉ้อฉลหลอกลวงโจทก์ โดยนำโฉนดที่ดินปลอมไปแลกเปลี่ยนกับโฉนดที่ดินฉบับที่แท้จริงของโจทก์ แล้วมอบให้เจ้าพนักงานที่ดินผู้มีอำนาจและหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนโอนขายให้แก่จำเลยทำให้โจทก์เสียหายเพราะโจทก์มิได้ยินยอมและมิได้รับเงินค่าขายที่ดินจากจำเลย โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนการโอนนั้นเสีย คำฟ้องของโจทก์เช่นนี้เป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่ว่านั้น รวมทั้งคำขอบังคับที่จำเลยสามารถเข้าใจได้ดีแล้ว จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว โจทก์ถูกฉ้อฉลหลอกลวงให้ขายที่ดินพิพาทโดยที่โจทก์ยังมิได้รับเงินค่าขายที่ดิน และมิได้รู้เห็นหรือยินยอมให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยการจดทะเบียนการโอนที่ดินพิพาทของเจ้าพนักงานที่ดินให้แก่จำเลยย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ชอบที่จะฟ้องให้เพิกถอนการจดทะเบียนการโอนที่ดินพิพาทให้ที่ดินพิพาทกลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1336

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นสามีภริยากัน โดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 155853เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 42 ตารางวา ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 155853 เนื้อที่ 500 ตารางวาคืนให้แก่โจทก์ที่ 1 หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสามเพื่อให้โจทก์ที่ 1เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินแต่ผู้เดียว และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันเสียค่าธรรมเนียมการโอน ค่าภาษีเงินได้และค่าใช้จ่ายอื่นที่จะต้องเสียอันเนื่องจากการจดทะเบียนโอนที่ดินคืนให้แก่โจทก์ที่ 1 ดังกล่าว จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยทั้งสามซื้อที่ดินจากโจทก์ที่ 1โดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและได้ทำการจดทะเบียนเรียบร้อยแล้วย่อมได้กรรมสิทธิ์จำเลยทั้งสามไม่ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่นายอุดมกับพวกหลอกลวงโจทก์ทั้งสอง เป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองจะต้องไปดำเนินการแก่นายอุดมกับพวกเอง เพราะได้ชำระค่าที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 ไปแล้ว ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 155853 เนื้อที่ 500 ตารางวา คืนแก่โจทก์ที่ 1หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม และถ้าการจดทะเบียนโอนที่ดินคืนแก่โจทก์ที่ 1จำต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นค่าธรรมเนียมและค่าภาษีหรือค่าใช้จ่ายอื่นใด ให้จำเลยทั้งสามรับผิดเป็นผู้ชำระทั้งสิ้น จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการแรกว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสองเคลือบคลุมหรือไม่ในปัญหานี้จำเลยทั้งสามฎีกาว่า ฟ้องของโจทก์เมื่ออ่านแล้วเข้าใจได้ว่าโจทก์ทั้งสองประสงค์จะฟ้องนายอุดมกับพวกเท่านั้นไม่ได้ประสงค์จะฟ้องจำเลยทั้งสาม อีกทั้งฟ้องของโจทก์ทั้งสองไม่มีข้อความตอนใดชี้ให้เห็นว่าจำเลยทั้งสามมีส่วนร่วมในการหลอกลวงโจทก์ทั้งสองจนเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสามได้เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินของโจทก์ที่ 1 แม้ในตอนท้ายของคำฟ้องจะระบุว่าจำเลยทั้งสามได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์ที่ 1 ด้วยโจทก์ทั้งสองก็มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสามได้ร่วมกับนายอุดมและพวกทำการฉ้อฉลหลอกลวงโจทก์ทั้งสองอย่างไรด้วยวิธีใด เป็นเหตุให้จำเลยทั้งสามไม่สามารถให้การต่อสู้คดีได้ถูกต้อง เห็นว่า โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องความว่า นายอุดมกับพวกได้ไปติดต่อโจทก์ทั้งสองเพื่อขอซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 155853ของโจทก์ที่ 1 เมื่อโจทก์ที่ 1 ตกลงขายที่ดินแปลงดังกล่าวจำนวน 500 ตารางวา ในราคาตารางวาละ 160,000 บาท นายอุดมกับพวกได้นัดหมายให้โจทก์ทั้งสองไปที่สำนักงานที่ดินเพื่อทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ซื้อ ครั้นถึงวันนัดโจทก์ทั้งสองได้ไปยังสำนักงานที่ดินตามนัด โจทก์ที่ 1ได้มอบโฉนดที่ดินที่จะขายพร้อมหลักฐานที่ใช้ประกอบการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งของโจทก์ที่ 1 และของโจทก์ที่ 2 ให้แก่เจ้าพนักงานที่ดินไปดำเนินการจดทะเบียนในระหว่างที่โจทก์ทั้งสองรอผู้ซื้ออยู่ที่สำนักงานที่ดินแห่งนั้น นายอุดมกับพวกได้หลอกลวงโจทก์ทั้งสองว่าผู้ซื้อไปรอโจทก์ทั้งสองอยู่ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัดสาขาพลับพลาไชย เพื่อจ่ายเงินค่าซื้อที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองให้โจทก์ทั้งสองเดินทางไปรับเงินค่าขายที่ดินที่ธนาคารดังกล่าวและก่อนที่โจทก์ทั้งสองจะเดินทางไป นายอุดมกับพวกได้นำโฉนดที่ดินซึ่งอ้างว่าเป็นโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ 1 มาคืนให้โจทก์ทั้งสองอ้างว่าให้โจทก์ทั้งสองยึดถือโฉนดที่ดินฉบับนั้นไว้ก่อนเพื่อให้โจทก์ทั้งสองมั่นใจว่าในระหว่างที่โจทก์ทั้งสองไปรอรับเงินที่ธนาคารจะยังไม่มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้ซื้อ โจทก์ทั้งสองหลงเชื่อจึงเดินทางไปยังธนาคารกรุงเทพจำกัด สาขาพลับพลาไชย พร้อมกับนายอุดมกับพวก โจทก์ทั้งสองรอผู้ซื้ออยู่ที่ธนาคารแห่งนั้นจนถึงเวลา 15 นาฬิกา ก็ยังไม่พบผู้ซื้อ ส่วนนายอุดมและพวกได้หลบหนีไป โจทก์ทั้งสองจึงเดินทางไปที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาห้วยขวาง อีกครั้งหนึ่งโจทก์ทั้งสองทราบจากเจ้าพนักงานที่ดินแห่งนั้นว่าได้มีการจดทะเบียนโอนขายที่ดินของโจทก์ที่ 1 ให้แก่จำเลยทั้งสามแล้วส่วนโฉนดที่ดินฉบับที่นายอุดมกับพวกนำมาให้โจทก์ทั้งสองยึดถือไว้เป็นโฉนดที่ดินปลอมโจทก์ทั้งสองเชื่อว่าจำเลยทั้งสามได้ร่วมกับนายอุดมและพวกทำการฉ้อฉลหลอกลวงโจทก์ทั้งสองด้วยการทำโฉนดที่ดินปลอมขึ้นแล้วนำมาสับเปลี่ยนกับโฉนดที่ดินฉบับที่แท้จริงของโจทก์ที่ 1 แล้วร่วมกันนำโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ 1 ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยทั้งสามจึงขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนการโอนขายที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสามและจดทะเบียนโอนคืนให้แก่โจทก์ที่ 1 ดังเดิม คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองที่ว่านี้จะเห็นได้ว่าโจทก์ทั้งสองบรรยายให้เข้าใจได้ว่านาย
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1203/2541 · ทนอย Thanoy