ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2542

ฎีกาที่ 1209/2542

หลักกฎหมาย

คำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องขอให้เพิกถอนนิติกรรมอำพรางระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนโจทก์กับให้ใช้ค่าเสียหาย คำฟ้องของ โจทก์เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่เกี่ยวกับ จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ ต่อสู้ในประเด็นนี้ แต่ปัญหาอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวกับ ความสงบเรียบร้อยและศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นว่ากล่าวเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ราคาที่ดินพร้อมอาคารสโมสรและสระว่ายน้ำพิพาทประมาณ 8,710,000 บาท ไม่น่าเชื่อว่าโจทก์จะยอมขายให้จำเลยที่ 1 ในราคาเพียง 5,350,000 บาท ภายหลังซื้อขายที่ดินและทรัพย์พิพาทแล้วยังปรากฏว่าโจทก์เป็นผู้เก็บผลประโยชน์โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำสัญญาให้โจทก์เช่าเป็นเวลา 3 ปีครึ่งต่อมาภายหลังจำเลยที่ 1 เข้าเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เองกลับปรากฏว่าจำเลยที่ 1 แบ่งผลประโยชน์ให้แก่โจทก์เดือนละ 12,000 บาท ทุกเดือน ประกอบกับ ก. บุตรของจำเลยที่ 1 เคยเบิกความในชั้นขอคุ้มครองชั่วคราว ก่อนพิพากษาว่า โจทก์โอนที่ดินและอาคารสโมสรฝากจำเลยที่ 1ไว้ โดยไม่มีการซื้อขายกันจริง แสดงให้เห็นว่าการซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นการแสดงเจตนาลวงไม่มี ความประสงค์ให้ผูกพันกัน จึงใช้บังคับระหว่างกันไม่ได้ที่ดินและอาคารพิพาทจึงยังเป็นของโจทก์

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ของจำเลยที่ 2 ให้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด เพื่อปลดจำนองและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 139380 และ 206377พร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนโจทก์ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสองและห้ามจำเลยทั้งสองยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไปหากจำเลยทั้งสองเพิกเฉยก็ให้ยึดทรัพย์ของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินไปชำระหนี้จำนองของจำเลยที่ 2 กับให้โจทก์มีอำนาจนำคำพิพากษาไปดำเนินการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและแก้ชื่อในโฉนดเลขที่ 139380 และ 206377 พร้อมอาคารเลขที่ 47/569 ถึง 47/572 เป็นชื่อโจทก์ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองคืนรายได้จากอาคารพิพาทเดือนละ 100,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงเดือนที่ส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 รับซื้อไว้โดยสุจริต มีเจตนาผูกพันตามสัญญาซื้อขายมิได้มีเจตนาที่จะอำพรางเจ้าหนี้โจทก์และสามีโจทก์ นิติกรรมโอนขายที่ดินจึงไม่เป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ถึงแก่กรรมนางสาวปิยะนุช บัวน้ำจืด ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่าคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องขอให้เพิกถอนนิติกรรมอำพรางระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนโจทก์กับให้ใช้ค่าเสียหาย คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2จึงไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ให้การต่อสู้ในประเด็นนี้ แต่ปัญหาอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นว่ากล่าวเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยโดยผล ฎีกาโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่าสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 139380 และตึกแถวเลขที่ 47/569 ถึง 47/572 ตามเอกสารหมาย ล.3 และ ล.4 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นนิติกรรมอันเกิดจากการแสดงเจตนาลวงหรือไม่โจทก์นำสืบว่าเมื่อปี 2526 ถึง 2527 เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำสามีโจทก์มีหนี้สินจำนวนมากและถูกฟ้องเป็นคดีต่อศาล สามีโจทก์จึงปรึกษาจำเลยทั้งสองเพื่อยักย้ายทรัพย์สินไม่ให้ถูกบังคับคดีจำเลยที่ 1 ตกลงช่วยไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 139380จากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สินเอเซีย จำกัด หลังจากไถ่ถอนจำนองแล้วโจทก์โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 139380 ให้จำเลยที่ 1 ครั้งแรกโอนเฉพาะที่ดิน ต่อมาจึงโอนสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินให้ด้วยแต่โจทก์ยังคงดำเนินกิจการสโมสร สระว่ายน้ำ และโต๊ะสนุกเกอร์ต่อจนถึงกลางเดือนเมษายน 2532 นอกจากนี้โจทก์ได้โอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 139378, 170557 และ 139376 เนื้อที่519 เศษ 9 ส่วน 10, 107 และ 42 ตารางวา ตามลำดับตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.10 ถึง จ.12 ให้จำเลยที่ 1โดยไม่มีการซื้อขายกันจริง ต่อมาโจทก์ขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 139378 เนื้อที่ 519 เศษ 9 ส่วน 10 ตารางวาให้บริษัทผ่องใสพัฒนาชุมชน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่โจทก์ร่วมตั้งขึ้นในราคาตารางวาละ 5,500 บาท ผู้ซื้อชำระราคาด้วยเช็คให้โจทก์ตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย จ.25 และ จ.26 โดยจำเลยที่ 1 มิได้คัดค้านการโอนขายแต่ประการใด จำเลยที่ 1 นำสืบว่าโจทก์ตกลงขายที่ดินพร้อมอาคารแก่จำเลยที่ 1 ในราคา 5,350,000 บาท และนำเงินจากการขายจำนวน 1,000,000 บาท ไปไถ่ถอนจำนองแล้วโอนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ในโฉนด โดยดำเนินการที่สำนักงานที่ดินเขตพระโขนง จำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าที่ดินเป็นเงินสดอีกจำนวน 2,000,000 บาท ในวันเดียวกัน สำหรับอาคารเลขที่ 47/569ถึง 47/572 จำนวน 4 คูหานั้นโอนกันเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2528ที่สำนักงานเขตพระโขนง โดยจำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินสดให้โจทก์อีก 2,000,000 บาท ในวันโอนส่วนที่ดินอีก 3 แปลง จำเลยที่ 1 ได้ซื้อจากโจทก์ในราคา 600,000 บาท ต่อมาจำเลยที่ 1ได้ขายที่ดินแปลงเนื้อที่ 519 เศษ 9 ส่วน 10 ตารางวาคืนโจทก์ในราคา 1,000,000 บาท โดยโจทก์ขอให้โอนให้บริษัทผ่องใสพัฒนาชุมชน จำกัด และโจทก์ได้นำเงินสดจำนวน1,000,000 บาท มาชำระให้จำเลยที่ 1 หลังจากการโอนแล้วประมาณ7 วัน ในเบื้องแรกนี้จะได้พิจารณาถึงราคาที่ดินพิพาท อาคารสโมสรและสระว่ายน้ำพร้อมอุปกรณ์เพื่อประกอบการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานต่อไป โจทก์นำสืบว่า ที่ดินพิพาทราคาประมาณตารางวาละ 5,500 บาท อาคารสโมสรและสระว่ายน้ำพร้อมอุปกรณ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1209/2542 · ทนอย Thanoy