ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2539

ฎีกาที่ 121/2539

หลักกฎหมาย

ศูนย์ประสานงานทหารกองหนุนแห่งชาติ(ศูนย์กนช.กอ.รมน.)ยินยอมให้จำเลยที่1นำชื่อกลุ่มสมาชิกกนช.มัคคุเทศก์และเครื่องหมายราชการไปใช้ได้ในขณะเปิดที่ทำการของจำเลยที่1ที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ดังนี้การกระทำของจำเลยทั้งสองขณะนั้นจึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ต่อมาโจทก์เห็นว่าจำเลยทั้งสองนำชื่อดังกล่าวไปใช้ทำให้โจทก์เสียหายโจทก์ย่อมยกเลิกความยินยอมนั้นเสียเมื่อใดก็ได้เมื่อโจทก์ยกเลิกแล้วจำเลยทั้งสองก็ไม่อาจจะใช้ชื่อและเครื่องหมายดังกล่าวได้อีกต่อไปดังนี้การที่โจทก์บอกให้จำเลยทั้งสองยกเลิกเพิกถอนการใช้ชื่อและเครื่องหมายราชการของโจทก์แล้วแต่จำเลยทั้งสองยังคงใช้ชื่อ"กลุ่มสมาชิกกนช."เป็นชื่อของจำเลยที1และยังคงนำเอาเครื่องหมายราชการรูปคันไถเปลวเพลิงดาบปลายปืนล้อมรอบด้วยสามเหลี่ยมและวงกลมของศูนย์กนช.กอ.รมน.ดังกล่าวซึ่งเป็นของโจทก์ไปติดไว้ที่ป้ายชื่อที่ทำการของจำเลยที่1ที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ต่อไปอีกโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ย่อมเป็นการแอบอ้างอาศัยชื่อหน่วยงานของโจทก์ไปใช้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ในกิจการของตนและเป็นการไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริงเพื่อหลอกลวงประชาชนทั่วไปและหน่วยราชการต่างๆให้เกิดความเข้าใจผิดว่าศูนย์ดังกล่าวซึ่งเป็นส่วนราชการของโจทก์มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจการค้าด้านธุรกิจการท่องเที่ยวของจำเลยที่1เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงและเกียรติคุณของโจทก์การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา423 โจทก์เป็นส่วนราชการมิได้มีวัตถุประสงค์ในทางการค้าโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์จากการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวอย่างไรก็ดีเมื่อจำเลยทั้งสองได้กระทำละเมิดต่อโจทก์เป็นเหตุให้ชื่อเสียงและเกียรติคุณของโจทก์เสียหายศาลย่อมมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ได้ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา438แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หลังจากที่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองยกเลิกเพิกถอนการใช้ชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดกลุ่มสมาชิกกนช.มัคคุเทศก์และเครื่องหมายราชการของโจทก์แล้วจำเลยทั้งสองก็ยังคงใช้ชื่อและเครื่องหมายราชการดังกล่าวโดยนำไปติดไว้ที่ป้ายชื่อที่ทำการของจำเลยที่1ต่อมาโจทก์จึงถูกโต้แย้งสิทธิอยู่ตลอดเวลาแม้ขณะยื่นคำฟ้องการกระทำของจำเลยทั้งสองย่อมเป็นการละเมิดต่อเนื่องกันตลอดมาคดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ การละเมิดชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของบุคคลอื่นบทบัญญัติมาตรา423และ447แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดให้ผู้กระทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่เขาเพื่อความเสียหายอย่างใดๆอันเกิดแต่การนั้นและศาลอาจสั่งให้ผู้กระทำละเมิดจัดการตามควรเพื่อให้ชื่อเสียงของผู้นั้นกลับคืนดีเท่านั้นที่โจทก์ขอให้เพิกถอนทะเบียนชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่1เป็นกรณีที่บทบัญญัติมาตราดังกล่าวมิได้ให้ความคุ้มครองไว้ศาลไม่อาจพิพากษาให้โจทก์ถอนคำขอดังกล่าวได้ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนทะเบียนชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดกลุ่มสมาชิกกนช.มัคคุเทศก์จำเลยที่1และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจึงไม่ชอบศาลฎีกาชอบที่จะแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2529 จำเลยที่ 2จัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดโดยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลใช้ชื่อว่า"ห้างหุ้นส่วนจำกัดกลุ่มสมาชิก กนช.มัคคุเทศก์" มีจำเลยที่ 2เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการนำเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวกับการนำเที่ยวทุกชนิด ซึ่งเป็นการนำอักษรย่อที่โจทก์ตั้งขึ้นไปใช้ประกอบนามและเลียนแบบ อีกทั้งยังนำไปใช้โฆษณากิจการค้าด้านธุรกิจการท่องเที่ยวของตนอันเป็นเท็จ เพื่อหลอกลวงประชาชนทั่วไปและหน่วยราชการต่าง ๆ ให้เกิดความเข้าใจผิดว่าศูนย์ประสานงานทหารกองหนุนแห่งชาติ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (ศูนย์ กนช.กอ.รมน.) ของโจทก์มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจการค้าของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีอำนาจและอิทธิพลต่อหน่วยราชการต่าง ๆ ให้สามารถจัดหางานทำในบริเวณท่าอากาศยานได้โดยผู้ประสงค์จะทำงานดังกล่าวจะต้องจ่ายเงินค่าตอบแทนให้แก่จำเลยทั้งสองเพื่อนำไปช่วยเหลือในโครงการ กนช.ของโจทก์ นอกจากนั้นจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันนำเครื่องหมายราชการของศูนย์ประสานงานทหารกองหนุนแห่งชาติ ซึ่งเป็นภาพเครื่องหมายราชการที่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายราชการ พ.ศ. 2482 ไปใช้แสดงโฆษณาในกิจการค้าของจำเลยที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่หาดใหญ่ภูเก็ต และสำนักงานของจำเลยที่ 1 โดยไม่มีสิทธิและฝ่าฝืนต่อกฎหมายการที่จำเลยทั้งสองนำชื่อ "กนช." ไปจดทะเบียนระคนเป็นชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดของจำเลยที่ 1 และนำเครื่องหมายราชการของโจทก์ไปใช้โฆษณาเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต มีเจตนาที่จะแอบอ้างอาศัยชื่อหน่วยงานของโจทก์เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ในกิจการของตนหรือผู้อื่นโดยมิชอบ ทำให้ประชาชนและหน่วยราชการหลายแห่งหลงเชื่อว่ากิจการธุรกิจท่องเที่ยวของจำเลยทั้งสองโจทก์เป็นผู้สนับสนุนเป็นการใช้สิทธิที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้จำเลยทั้งสองได้รับสิทธิเข้าทำสัญญาเช่าสถานที่ในท่าอากาศยาน 3 แห่ง คือ เชียงใหม่ หากใหญ่ และภูเก็ตจำเลยทั้งสองได้รับประโยชน์จากการเช่าอาคาร 3 แห่ง โดยประกอบธุรกิจท่องเที่ยว ใช้ชื่อว่า "ห้างหุ้นส่วนจำกัดกลุ่ม สมาชิกกนช.มัคคุเทศก์" มีกำไรเท่าอากาศยานแห่งละ 50,000 บาท ต่อเดือนรวม 3 แห่ง เป็นเงินกำไร 150,000 บาท ต่อเดือน โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายโดยต้องขาดประโยชน์จากรายได้ดังกล่าวเป็นเงินเดือนละ 150,000 บาท จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2529 ติดต่อกันตลอดมาจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา2 ปี 6 เดือน คิดเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 4,500,000 บาท ขอให้เพิกถอนชื่อ "ห้างหุ้นส่วนจำกัดกลุ่มสมาชิก กนช.มัคคุเทศก์"ออกจากทะเบียนนิติบุคคลและห้ามนำชื่อ "กนช." และเครื่องหมายราชการของโจทก์ไปใช้เรียกขานในกิจการค้าของจำเลยอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 4,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล จำเลยที่ 1เป็นสมาชิกกลุ่มหนึ่งของศูนย์ประสานงานทหารกองหนุนแห่งชาติชื่อ กลุ่มสมาชิก กนช.มัคคุเทศก์ ซึ่งศูนย์ประสานงานทหารกองหนุนแห่งชาติเป็นผู้จัดอบรมทางด้านมัคคุเทศก์ให้ หลังจากอบรมเสร็จแล้วศูนย์ประสานงานทหารกองหนุนแห่งชาติขอความร่วมมือจากกรมการบินพาณิชย์เพื่ออนุญาตให้กลุ่มสมาชิก กนช.มัคคุเทศก์เข้าปฏิบัติงานที่ท่าอากาศเชียงใหม่ หาดใหญ่ และภูเก็ต วันที่23 มิถุนายน 2529 กรมการบินพาณิชย์แจ้งให้ศูนย์ประสานงานทหารกองหนุนแห่งชาติทราบว่า กรมธนารักษ์ไม่ขัดข้องที่จะให้กลุ่มสมาชิกกนช.มัคคุเทศก์เช่าสถานที่ ณ ท่าอากาศยานทั้งสามแห่งโดยไม่ต้องประมูล แต่มีเงื่อนไขว่า กลุ่มสมาชิก กนช.มัคคุเทศก์จะต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลก่อน ศูนย์ประสานงานทหารกองหนุนแห่งชาติจึงแจ้งให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเมื่อวันที่8 สิงหาคม 2529 ดังนั้น การใช้ชื่อห้างจำเลยที่ 1 จึงได้รับความรู้เห็นยินยอมแล้ว ทั้งจำเลยที่ 1 จดทะเบียนต่อสำนักงานหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครโดยถูกต้องตามกฎหมายการกระทำของจำเลยทั้งสองหาเป็นการละเมิดต่อโจทก์แต่อย่างใดไม่ การใช้ชื่อห้างจำเลยที่ 1 จึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต โจทก์ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางการค้า จึงไม่ใช่ผู้ที่จะอ้างว่าเป็นผู้ได้รับความเสียหายเป็นเงินได้ แต่อย่างไรก็ตาม หากโจทก์จะเสียผลประโยชน์ก็ไม่เกินเดือนละ 2,000 บาทต่อแห่ง โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2529 เมื่อนับถึงวันฟ้องเกินกว่า 1 ปี แล้วคดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนทะเบียนชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดกลุ่มสมาชิก กนช.มัคคุเทศก์จำเลยที่ 1 และห้ามมิให้จำเลยทั้งสองใช้ชื่อ "กนช." และเครื่องหมายราชการของโจทก์ไปใช้เรียกขานในกิจการค้า
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 121/2539 · ทนอย Thanoy