ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545

ฎีกาที่ 1211/2545

หลักกฎหมาย

ตามสัญญาของข้าราชการไปศึกษาหรือฝึกอบรม ณ ต่างประเทศของจำเลยข้อ 3ระบุว่า เมื่อจำเลยสำเร็จการศึกษาหรือไม่ จำเลยจะรับราชการต่อไปในสังกัดกรมอาชีวศึกษาโจทก์ กระทรวงศึกษาธิการหรือในกระทรวง ทบวง กรมอื่นตามที่ทางราชการเห็นสมควรและข้อ 4 ระบุว่า หากจำเลยผิดสัญญาในข้อ 3 หรือไม่กลับมารับราชการด้วยเหตุใด ๆจำเลยยินยอมชดใช้เงินเดือนหรือเงินอื่นใดที่ได้รับในระหว่างไปศึกษาพร้อมเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ สัญญาดังกล่าวมิใช่ว่าจำเลยต้องรับราชการในสังกัดโจทก์เท่านั้น ทั้งตามหนังสือขอโอนข้าราชการโจทก์เป็นผู้เห็นสมควรให้จำเลยโอนไปรับราชการที่สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ จำเลยจึงมิได้ปฏิบัติผิดสัญญา จึงไม่ผิดนัดและไม่มีหนี้ที่จะต้องชำระเงินตามสัญญาข้อ 4 แก่โจทก์ หนังสือรับสภาพหนี้แม้จะทำขึ้นเพื่อให้โจทก์ยอมอนุมัติให้จำเลยโอนไปรับราชการอื่นได้ ก็ไม่มีภาระผูกพันหรือทำให้มีหนี้ที่จะต้องชำระเงินตามที่รับสภาพไว้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เดิมจำเลยที่ 1 รับราชการอยู่ที่วิทยาลัยเกษตรกรรมนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ในสังกัดกรมโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนและกระทรวงศึกษาธิการให้ไปศึกษาต่อในต่างประเทศในระดับปริญญาโท ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2528 และได้รับอนุมัติให้ขยายระยะเวลาศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกออกไปอีกจนถึงวันที่ 11 เมษายน 2533 โดยได้รับเงินเดือนเต็มจำเลยที่ 1 ทำสัญญาไว้ต่อโจทก์ว่าเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว จำเลยที่ 1 จะกลับมารับราชการในกรมโจทก์ กระทรวงศึกษาธิการ หรือในกระทรวง ทบวง กรมอื่นตามที่ทางราชการเห็นสมควรเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 เท่าของระยะเวลาที่ได้รับทุนหรือได้รับเงินเดือนรวมทั้งเงินเพิ่ม ทั้งนี้สุดแต่ระยะเวลาใดจะมากกว่ากัน หากผิดสัญญายินยอมคืนเงินเดือนหรือเงินอื่นใดที่จำเลยที่ 1 ได้รับในระหว่างไปศึกษาหรือฝึกอบรมให้โจทก์ และเสียเบี้ยปรับอีก 1 เท่า ของเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายคืนโจทก์ภายใน 30 วันนับแต่วันได้รับแจ้งจากโจทก์ หากไม่ชำระให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน รวมเวลาที่จำเลยที่ 1 ไปศึกษาต่อในต่างประเทศ 4 ปี 2 เดือน 26 วัน ระหว่างระยะเวลาดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้รับเงินเดือนและเงินเพิ่มช่วยค่าครองชีพ (พ.ช.ค.)ไปจากโจทก์จำนวน 196,395.53 บาท จำเลยที่ 1 จึงต้องกลับมารับราชการที่วิทยาลัยเกษตรกรรมนครสวรรค์ต่อไป หรือกระทรวง ทบวง กรมอื่นตามที่ทางราชการเห็นสมควรในระยะเวลาไม่น้อยกว่า 2 เท่า ของเวลาที่ไปศึกษา คิดเป็นเวลา 8 ปี 5 เดือน22 วัน แต่จำเลยที่ 1 สำเร็จการศึกษากลับมาปฏิบัติราชการชดใช้ทุนที่วิทยาลัยเกษตรกรรมนครสวรรค์นับแต่วันที่ 30 มกราคม 2533 ถึงวันที่ 14 พฤษภาคม 2538 เท่านั้น จากนั้นได้โอนย้ายไปปฏิบัติราชการที่สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ (กรมการฝึกหัดครูเดิม) อันเป็นการผิดสัญญาเพราะโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอมในการโอนย้ายโดยปราศจากเงื่อนไข คงเหลือเวลาที่จำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติราชการชดใช้ทุนให้โจทก์ตามสัญญาอีก 3 ปี 2 เดือน 6 วัน ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องจ่ายคืนเงินเดือนและเงินเพิ่มช่วยค่าครองชีพให้โจทก์เป็นเงิน 73,743.59 บาท และเสียเบี้ยปรับอีก 1 เท่า ของเงินที่ต้องจ่ายคืนโจทก์เป็นเงิน 73,743.59 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 147,487.18 บาท ก่อนโอนย้ายเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2538 จำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ต่อโจทก์โดยยินยอมชำระเงินจำนวน 132,356.60 บาท (ที่ถูกคือ 147,487.18 บาท) โดยมีจำเลยที่ 3เป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมาวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2538 จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินงวดแรกตามหนังสือรับสภาพหนี้จำนวน 66,356.60 บาท แก่โจทก์ คงค้างชำระต้นเงินอยู่อีก 81,130.58 บาทคิดเป็นดอกเบี้ยค้างชำระถึงวันฟ้อง 24,372.49 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 105,502.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน81,130.58 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 ได้ลาไปศึกษาในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก โดยทำสัญญาไว้ต่อโจทก์ ตามสัญญาดังกล่าวมิใช่ให้จำเลยที่ 1ต้องกลับมารับราชการได้แต่เฉพาะที่กรมโจทก์เท่านั้น จำเลยที่ 1 อาจเข้ารับราชการในกระทรวง ทบวง กรมอื่นตามที่ทางราชการเห็นสมควรก็ได้ จำเลยที่ 1 กลับมาปฏิบัติราชการที่วิทยาลัยเกษตรกรรมนครสวรรค์ จากนั้นเมื่อปี 2538 จำเลยที่ 1 ได้โอนย้ายไปรับราชการที่สำนักงานสภาพสถาบันราชภัฏกระทรวงศึกษาธิการ ในสังกัดเดียวกับโจทก์โดยได้รับความยินยอมในการโอนย้ายจากโจทก์และสำนักงานสภาสถาบันราชภัฏแล้ว และจำเลยที่ 1 ยังคงรับราชการอยู่ต่อไปจนถึงปัจจุบันโดยยังมิได้ลาออกจากราชการซึ่งถือว่าเป็นการใช้หนี้โจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญา ที่จำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ต่อโจทก์เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2538 ก่อนโอนย้ายไปรับราชการที่สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏด้วยการยินยอมชดใช้เงินให้โจทก์จำนวน 132,356.60 บาทและในวันทำหนังสือรับสภาพหนี้ จำเลยที่ 1 ได้ใช้เงินจำนวน 66,366.60 บาท ให้โจทก์ไปแล้วนั้น เป็นการทำหนังสือรับสภาพหนี้ทั้งที่มูลหนี้ยังไม่เกิดขึ้น จึงไม่มีผลตามกฎหมายโจทก์จึงไม่อาจบังคับจำเลยที่ 1 ให้ชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ได้และไม่มีสิทธิในเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระให้โจทก์ไป ขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์คืนเงินจำนวน66,366.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า หลังจากจำเลยที่ 1 สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศแล้ว ได้กลับมารับราชการที่วิทยาลัยเกษตรกรรมนครสวรรค์ ต่อมาได้โอนย้ายไปรับราชการที่สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ จนถึงปัจจุบันโดยได้รับความเห็นชอบในการโอนย้ายจากโจทก์และสำนักงานสภาสถาบันราชภัฏแล้ว
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1211/2545 · ทนอย Thanoy