คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2557
ฎีกาที่ 12190/2557
หลักกฎหมาย
ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายกล่าวอ้างในเรื่องมีข้อความในสัญญากู้เงินที่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมพิมพ์ขึ้นเองโดยไม่ได้รับความยินยอมตกลงจากโจทก์ แต่เป็นการบรรยายกล่าวอ้างว่า บรรษัทเงินทุนฯ ดังกล่าวผิดสัญญาที่ถ่วงเวลาและชะลอการจ่ายเงินกู้ตามสัญญาโดยไม่แจ้งเหตุผลให้โจทก์ทราบ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งมิใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยชอบแล้ว โจทก์และจำเลยตกลงกันให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมเข้าค้ำประกันวงเงินสินเชื่อของจำเลยที่มีต่อโจทก์ และหากบรรษัทดังกล่าวไม่ค้ำประกันโจทก์ตกลงให้จำเลยมีสิทธิในการพิจารณาเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินกู้ เนื่องจากหลักประกันไม่ครอบคลุมวงเงินทั้งหมดที่โจทก์ได้รับอนุมัติให้กู้ อันเป็นการลดภาระความเสี่ยงจากการที่หลักประกันไม่คุ้มจำนวนหนี้ การกำหนดให้เป็นสิทธิของจำเลยผู้ให้กู้ฝ่ายเดียวในการพิจารณาเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินกู้ จึงไม่ใช่เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้โจทก์ปฏิบัติ หรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ หรือเป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้จำเลยได้เปรียบโจทก์ ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 (3)
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 185,333,525 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 476 ตำบลหนองแวงนางเบ้า อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยในประเด็นที่ว่า ข้อความในสัญญากู้เงิน ที่ว่า "ให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ค้ำประกันในวงเงินตามที่ผู้ให้กู้กำหนด หากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมไม่อนุมัติค้ำประกันหรือค้ำประกันบางส่วน ผู้กู้ตกลงยินยอมให้เป็นสิทธิของผู้ให้กู้ฝ่ายเดียวในการพิจารณาเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินกู้" เป็นข้อความที่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมพิมพ์ขึ้นเองโดยไม่ได้รับความยินยอมตกลงจากโจทก์ จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายกล่าวอ้างในเรื่องมีข้อความในสัญญากู้เงินที่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมพิมพ์ขึ้นเองโดยไม่ได้รับความยินยอมตกลงจากโจทก์ แต่เป็นการบรรยายกล่าวอ้างว่า บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมผิดสัญญาที่ถ่วงเวลาและชะลอการจ่ายเงินกู้ตามสัญญาโดยไม่แจ้งเหตุผลให้โจทก์ทราบ อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยนั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า ข้อความในสัญญากู้เงิน ที่ว่า "ให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ค้ำประกันในวงเงินตามที่ผู้ให้กู้กำหนด หากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมไม่อนุมัติค้ำประกันหรือค้ำประกันบางส่วน ผู้กู้ตกลงยินยอมให้เป็นสิทธิของผู้ให้กู้ฝ่ายเดียวในการพิจารณาเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินกู้" เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 (3) หรือไม่ เห็นว่า ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นข้อตกลงระหว่างผู้กู้และผู้ให้กู้ที่จะให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมเข้ามาเป็นผู้ค้ำประกันเพิ่มเติม เนื่องจากตามรายงานวิเคราะห์โครงการขอสินเชื่อ ระบุว่า บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมตีราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่มีอยู่เดิมของโจทก์เป็นเงินรวม 18,598,011 บาท แต่มีการอนุมัติให้โจทก์กู้ทั้งสองประเภทรวม 33,500,000 บาท ส่วนหลักประกันคือการจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 476 ในวงเงิน 23,500,000 บาท และนายรังสรรค์กับนายสุรพลทำสัญญาค้ำประกันเป็นการส่วนตัวในวงเงิน 23,500,000 บาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหลักประกันไม่ได้ครอบคลุมวงเงินทั้งหมดที่โจทก์ได้รับอนุมัติให้กู้ โดยวงเงินที่ยังขาดหลักประกันเป็นจำนวน 10,000,000 บาท ดังนั้นการที่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมระบุในสัญญาให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมค้ำประกัน และได้ความต่อมาว่ามีการขอให้ค้ำประกันในวงเงิน 10,000,000 บาท จึงเป็นการลดภาระความเสี่ยงจากการที่หลักประกันไม่คุ้มจำนวนหนี้ อีกทั้งหากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมไม่อนุมัติค้ำประกันย่อมเป็นผลทำให้หนี้ส่วนนี้ขาดหลักประกัน จึงมีการกำหนดให้เป็นสิทธิของผู้ให้กู้ฝ่ายเดียวในการพิจารณาเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินกู้ ซึ่งชอบด้วยเหตุผล จึงไม่ใช่เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้โจทก์ปฏิบัติ หรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ หรือเป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้จำเลยได้เปรียบโจทก์ ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 (3) ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น สำหรับฎีกาของโจทก์ในข้อที่ว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่นั้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ได้วินิจฉัยปัญหาข้อนี้โดยตรง แต่เนื่องจากโจทก์และจำเลยนำสืบข้อเท็จจริงกันมาเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยใหม่ โดยในข้อนี้โจทก์ฎีกาว่า หลังจากบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมจ่ายเงินกู้ 4 งวด รวมเป็นเงิน 15,005,000 บาท จากนั้นไม่มีการเบิกจ่ายเงินกู้และเงินทุนหมุนเวียนให้แก่โจทก์โดยไม่แจ้งสาเหตุให้ทราบ ทำให้มีผลกระทบต่อการด
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง