คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2558
ฎีกาที่ 12222/2558
หลักกฎหมาย
จำเลยเข้าไปเกี่ยวข้องโดยผู้เสียหายว่าจ้างให้จำเลยมาช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้ให้แก่ ณ. แต่จำเลยทำผิดหน้าที่โดยฉกฉวยโอกาสนำสำเนาหมายจับปลอมมาใช้แสดงต่อ ณ. ทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวว่า ณ. จะถูกจับกุมดำเนินคดีตามสำเนาหมายจับปลอมดังกล่าว และผู้เสียหายยอมให้ทรัพย์สินแก่จำเลยไป แม้จำเลยจะไม่ได้แสดงการขู่เข็ญด้วยตัวของจำเลยเอง แต่การกระทำของจำเลยที่นำสำเนาหมายจับปลอมมาใช้ประกอบการขู่เข็ญ ทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวว่าจะเป็นอันตรายต่อเสรีภาพของ ณ. บุตรสาวผู้เสียหายซึ่งเป็นบุคคลที่สาม การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดฐานกรรโชกแล้ว และเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 265, 268, 337 ริบสำเนาหมายจับปลอมของกลาง และให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินและราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 430,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 337 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานใช้เอกสารราชการปลอม จำคุก 2 ปี ฐานกรรโชก จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 5 ปี ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินและราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 430,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ริบสำเนาหมายจับปลอมของกลาง ส่วนข้อหาอื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยรับจ้างผู้เสียหายช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้สินที่นางสาวณัฐฐา บุตรสาวผู้เสียหายก่อหนี้ต่อเจ้าหนี้ไว้หลายรายเป็นเงินหลายสิบล้านบาท ระหว่างวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหายติดต่อให้จำเลยช่วยพานางสาวณัฐฐากลับบ้านเพราะกลัวว่านางสาวณัฐฐาจะถูกจับดำเนินคดีโดยผู้เสียหายมอบพระพุทธรูปบูชา 50 องค์ และโต๊ะหมู่บูชา พร้อมกับโอนเงิน 260,000 บาท เข้าบัญชีภริยาของจำเลย สำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารราชการยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยโจทก์ไม่อุทธรณ์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ในความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม แม้โจทก์จะไม่มีพยานยืนยันว่า จำเลยเป็นผู้ปลอมหมายจับของศาลชั้นต้น แต่โจทก์มีนายชนะชาติ ทนายความของนางเต้าเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยมาขอถ่ายสำเนาหมายจับคดีที่นางเต้าเป็นโจทก์ฟ้องนางสาวณัฐฐา เพื่อให้ผู้เสียหายและนางสาวณัฐฐาดู เพื่อที่ผู้เสียหายและนางสาวณัฐฐาจะได้รีบหาเงินมาผ่อนชำระหนี้ จึงให้สำเนาหมายจับจำเลยไป 1 ชุด และวันเกิดเหตุจำเลยมารับนางสาวณัฐฐาไปเจรจาเรื่องหนี้สินที่บริเวณหลังที่ทำการศาลชั้นต้น โดยนายชูชาติ พยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า เห็นจำเลยยื่นหมายจับของศาลที่มีชื่อนางมุกดา เป็นโจทก์ให้นางสาวณัฐฐา ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่เบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 9 นาฬิกา นางสาวณัฐฐาโทรศัพท์มาหาผู้เสียหายบอกว่ามีหมายจับของนางมุกดาอีกคดีหนึ่งซึ่งผู้เสียหายและนางสาวณัฐฐาไม่ทราบว่านางมุกดาได้ฟ้องคดีแก่นางสาวณัฐฐาหรือไม่ หลังจากนั้นนายชูชาติให้จำเลยและนางสาวณัฐฐาไปเจรจากันในรถยนต์ของนายชูชาติสองต่อสอง ต่อมานายชูชาตินำรถยนต์ไปล้างจึงพบสำเนาหมายจับ และนำไปให้ผู้เสียหายตรวจสอบเนื่องจากนายชูชาติยืนยันว่า ไม่ได้ฟ้องนางสาวณัฐฐา เมื่อฟังประกอบกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่เบิกความว่า จำเลยได้โทรศัพท์มาหาผู้เสียหายหลายครั้ง แจ้งว่านางมุกดาให้ชำระหนี้ ในที่สุดตกลงกันที่ยอดเงิน 1,000,000 บาท ผู้เสียหายไม่มีเงินจึงต้องยอมนำพระพุทธรูป 50 องค์ มอบแก่จำเลย แต่จำเลยอ้างว่านางมุกดาบอกว่าไม่พอ ผู้เสียหายจึงโอนเงินอีก 260,000 บาท เข้าบัญชีของภริยาจำเลย พยานหลักฐานของโจทก์ตามที่นำสืบมารับฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้นำสำเนาหมายจับ ไปแสดงให้นางสาวณัฐฐาดูจึงเป็นความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมแล้ว นั้น โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า นางสาวณัฐฐาบุตรสาวผู้เสียหายมีหนี้สินเนื่องจากการซื้อขายกุ้งเป็นเงินหลายสิบล้านบาท เฉพาะนางเต้าเป็นหนี้อยู่ 10,000,000 บาทเศษ จำเลยเข้ามาเกี่ยวข้องโดยมาช่วยเจรจาหนี้สินให้แก่นางสาวณัฐฐา วันเกิดเหตุเวลา 8 นาฬิกา จำเลยโทรศัพท์มาหาผู้เสียหายให้พานางสาวณัฐฐาไปพบกับจำเลยที่สถานีบริการน้ำมันเชลล์ บริเวณวัดพันท้ายนรสิงห์ เพื่อถอนคดีที่บริษัทยูนิตี้ เป็นโจทก์ฟ้อง แต่ผู้เสียหายไม่ได้ไปด้วย ต่อมาเวลา 9 นาฬิกา นางสาวณัฐฐาโทรศัพท์มาบอกผู้เสียหายว่า มีหมายจับที่นางมุกดาเป็นโจทก์อีกหนึ่งคดีซึ่งไม่ทราบว่านางมุกดาได้ยื่นฟ้องคดีไว้หรือไม่ หลังจากนั้นจำเลยโทรศัพท์มาหาผู้เสียหายบอกว่ามีหมายจับในคดีที่นางมุกดาเป็นโจทก์และมีเจ้าหนี้อีกหลายคน เจ้าพนักงานตำรวจจะจับนางสาวณัฐฐา ผู้เสียหายตกใจกลัวว่านางสาวณัฐฐาจะต้องเข้าคุกจึงถามจำเลยไปว่า จะต้องทำยังไง จำเลยบอกว่าไม่เป็นไรจะช่วยเจรจากับเจ้าหนี้ให้ หลังจากนั้นจำเลยโทรศัพท์มาหาผู้เสียหายบอกว่านางมุกดาต้องการเงิน 1,000,000 บาท ผู้เสียหายบอกจำเลยว่า วันนี้ไม่มีเงิน คงต้องยอมให้นางสาวณัฐฐาติดคุก จำเลยบอกว่าไม่เป็นไรจะช่วยเจรจาให้และบอกให้ผู้เสียหายนำพระเครื่องที่มีอยู่มาให้ เหตุที่จำเลยรู้ว
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง