คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2556
ฎีกาที่ 12235/2556
หลักกฎหมาย
เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 44 (1) ประกอบมาตรา 90 และมีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในเขตเลือกตั้งจังหวัดลพบุรีใหม่ มีผลทำให้สมาชิกภาพของจำเลยสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม 2544 ก่อนที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 19 กันยายน 2549 ข้อ 1 ให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2540 และมีผลให้รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวสิ้นผลบังคับในวันดังกล่าวก็ตาม แต่สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะให้จำเลยคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่จำเลยได้รับเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าว เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม 2544 ก่อนรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวถูกยกเลิก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยคืนเงินประจำตำแหน่งและผลประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่จำเลยได้รับไปจากโจทก์ในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งโดยไม่มีสิทธิได้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 97 และโจทก์ในฐานะผู้มีสิทธิในเงินดังกล่าวย่อมมีสิทธิติดตามเอาคืนจากผู้ไม่มีสิทธิได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ เมื่อจำเลยเป็นผู้ขอให้โจทก์แต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญ และผู้ปฏิบัติงานประจำตัวจำเลย ที่ปรึกษาประธานวุฒิสภาและรองประธานรัฐสภา และเลขานุการประธานวุฒิสภาประจำตัวจำเลย ซึ่งเป็นสิทธิของจำเลยที่ได้มาระหว่างที่จำเลยดำรงตำแหน่งและเป็นประโยชน์แก่จำเลยเอง เงินที่โจทก์ได้จ่ายให้แก่บุคคลที่จำเลยขอให้โจทก์แต่งตั้งจึงมีลักษณะเป็นประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่จำเลยได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่ง จำเลยจึงต้องคืนแก่โจทก์ด้วย
มาตราที่อ้างถึง
ป.พ.พ. 1336พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 44พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 90รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 97
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 3,029,352.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงิน 2,937,017.88 บาท แก่โจทก์ นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 3,029,352.89 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงิน 2,937,017.88 บาท นับแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,149,505.32 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยที่คู่ความไม่โต้แย้งในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2542 ได้มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2542 กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 4 มีนาคม 2543 ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประกาศรับรองว่าจำเลยได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาเขตเลือกตั้งจังหวัดลพบุรี ทำให้สมาชิกภาพในการเป็นสมาชิกวุฒิสภาของจำเลยเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2543 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันครบวาระการดำรงตำแหน่งของสมาชิกวุฒิสภาชุดก่อน ต่อมาวันที่ 4 สิงหาคม 2543 จำเลยได้รับเลือกตั้งจากสมาชิกวุฒิสภาให้เป็นประธานวุฒิสภา มีผลให้จำเลยดำรงตำแหน่งรองประธานรัฐสภาอีกตำแหน่งหนึ่ง ระหว่างดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภาจำเลยขอให้โจทก์มีคำสั่งแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญประจำตัวจำเลย 1 คน คือ นายปองปฐมพน ได้รับเงินค่าตอบแทนในอัตราเดือนละ 15,000 บาท และแต่งตั้งผู้ปฏิบัติงานประจำตัวจำเลย 5 คน คือ นายโอวาท ซึ่งต่อมาได้แต่งตั้งนายสิทธิศักดิ์แทนนายสวัสดิ์ นายปิยะพันธุ์ นายสังคม และนายอฐิคมเพื่อให้คำปรึกษาแนะนำด้านวิชาการ ช่วยดำเนินงานต่าง ๆ ให้แก่จำเลย โดยได้ค่าตอบแทนในอัตรา 7,780 บาท ต่อคนต่อเดือน นอกจากนี้ จำเลยได้แต่งตั้งที่ปรึกษารองประธานรัฐสภาประจำตัวจำเลย 1 คน คือ นายอภิพลได้ค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งในอัตราเดือนละ 63,800 บาท และจำเลยได้แต่งตั้งที่ปรึกษาประธานวุฒิสภา 3 คน คือ นายประทักษ์ นายชวรัตน์ และนายประยุทธ ได้ค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งในอัตรา 63,800 บาท ต่อคนต่อเดือน และจำเลยได้แต่งตั้งเลขานุการประธานวุฒิสภา 1 คน คือ นายโอวาท ได้ค่าตอบแทนในอัตราเดือนละ 42,400 ในวันที่ 13 มีนาคม 2544 คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำวินิจฉัยว่า การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเขตเลือกตั้งจังหวัดลพบุรี มีบุคคลให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเสียงให้แก่จำเลย อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 44 (1) ประกอบมาตรา 90 ทำให้การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาของเขตเลือกตั้งจังหวัดลพบุรีในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในเขตเลือกตั้งจังหวัดลพบุรีใหม่แทนจำเลย มีผลทำให้สมาชิกภาพของจำเลยสิ้นสุดลงนับแต่วันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งดังกล่าว ตามคำวินิจฉัยสั่งการคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ 76/2544 ตั้งแต่จำเลยได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาและได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภาและรองประธานรัฐสภา จนถึงวันที่สมาชิกภาพของจำเลยสิ้นสุดลง จำเลยได้รับเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มเป็นเงิน 1,089,290.32 บาท ค่าใบเบิกทาง 56,895 บาท ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง 3,320 บาท รวมเป็นเงิน 1,149,505.32 บาท นอกจากนี้โจทก์ได้จ่ายเงินค่าตอบแทนผู้เชี่ยวชาญให้จำเลย 144,677.42 บาท ค่าตอบแทนผู้ปฏิบัติงานประจำตัวจำเลย 454,506.45 บาท เงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งที่ปรึกษารองประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา และเลขานุการประธานวุฒิสภา ให้แก่จำเลยไปเป็นเงิน 1,187,328.69 บาท รวมเป็นเงิน 2,937,017.88 บาท โดยในชั้นแรกสมควรหยิบยกปัญหาตามฎีกาของจำเลยก่อนในประเด็นแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า เมื่อคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศ และมีประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 19 กันยายน 2549 ข้อ 1 ให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 สิ้นสุดลง ทำให้บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวสิ้นผลบังคับทันที โจทก์จึงไม่อาจถือเอาประโยชน์จากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง