คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2565
ฎีกาที่ 1231/2565
หลักกฎหมาย
จำเลยได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินภายใต้ชื่อโครงการ "บ." จำนวน 3 โครงการ โครงการทั้งสามเป็นโครงการต่อเนื่องอยู่ในบริเวณเดียวกัน ใช้สาธารณูปโภคและบริการสาธารณะร่วมกัน และจัดตั้งโจทก์เป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร โครงการที่ 1 และที่ 2 จำเลยได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2548 และวันที่ 16 กันยายน 2548 ตามลำดับ ส่วนโครงการที่ 3 จำเลยได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2550 แม้โจทก์จะมีที่ตั้งสำนักงานนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรซึ่งใช้ร่วมกันไว้แล้ว แต่สำนักงานนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรดังกล่าวมีลักษณะเป็นเพียงป้อมรักษาความปลอดภัยหน้าประตูทางเข้าหมู่บ้าน ดังนั้น เมื่อโครงการที่ 3 ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินภายหลังจากวันที่ 22 พฤศจิกายน 2548 อันเป็นเวลาที่ประกาศคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง เรื่อง กำหนดนโยบายการจัดสรรพื้นที่ให้เป็นที่ตั้งสำนักงานของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่น ในการจัดสรรที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรม การจัดสรรที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และการจัดสรรที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรม ใช้บังคับ จำเลยจึงต้องตกอยู่ภายใต้บังคับที่จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของประกาศดังกล่าวโดยต้องก่อสร้างที่ตั้งสำนักงานนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามลักษณะและขนาดพื้นที่ให้เป็นไปตามประกาศดังกล่าว
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจัดหาที่ดินพร้อมอาคาร โดยมีเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 16 ตารางวา และมีความกว้างไม่น้อยกว่า 4 เมตร หรือซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านเดี่ยวภายในโครงการหมู่บ้านจัดสรร บ. ที่มีสมาชิกในหมู่บ้านประกาศขายให้แก่โจทก์ 1 หลัง เพื่อเป็นอาคารสำนักงานนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร บ. จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยจัดหาที่ดินพร้อมอาคารเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 16 ตารางวา และมีความกว้างไม่น้อยกว่า 4 เมตร ให้เป็นที่ตั้งสำนักงานของโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการจัดหาแทนโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า จำเลยได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ภายใต้ชื่อโครงการ "บ." ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร โดยเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2548 คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครออกใบอนุญาตเลขที่ 72/2548 ให้จำเลยเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินตามโฉนดเลขที่ 434 (บางส่วน), 31237 และ 148214 (บางส่วน) ต่อมาวันที่ 16 กันยายน 2548 คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครออกใบอนุญาตเลขที่ 167/2548 ให้จำเลยเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตทำการจัดสรรที่ดินตามโฉนดเลขที่ 19351 ครั้นวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2550 คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครออกใบอนุญาตเลขที่ 24/2550 ให้จำเลยเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินตามโฉนดเลขที่ 7474, 182204 ถึง 182207 (รวม 5 โฉนด) การจัดสรรที่ดินดังกล่าวเป็นโครงการต่อเนื่องอยู่ในบริเวณเดียวกัน ใช้สาธารณูปโภคและบริการสาธารณะร่วมกัน มีสมาชิกในสามโครงการรวมประมาณ 90 หลังคาเรือน เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2557 เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางเขนได้รับจดทะเบียนจัดตั้งโจทก์เป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ชื่อนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร "บ." ที่ตั้งสำนักงานเลขที่ 999/113 ซึ่งที่ตั้งสำนักงานนั้นมีลักษณะเป็นป้อมรักษาความปลอดภัยหน้าหมู่บ้าน โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 ตามมติที่ประชุมของสมาชิกหมู่บ้านขอให้บังคับจำเลยจัดหาที่ดินพร้อมอาคารเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 16 ตารางวา และมีความกว้างไม่น้อยกว่า 4 เมตร ให้เป็นที่ตั้งสำนักงานของโจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องจัดหาสาธารณูปโภคให้โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยขออนุญาตจัดสรรที่ดินในโครงการที่ 1 ซึ่งรวมถึงโครงการที่ 2 และที่ 3 ซึ่งจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย โดยคณะกรรมการจัดสรรที่ดินจะพิจารณาสาธารณูปโภคเพียงครั้งเดียวจากผังโครงการใหญ่ที่จำเลยยื่นขออนุญาตในครั้งแรก จำเลยขอจัดสรรที่ดินสำหรับโครงการที่ 1 และได้รับอนุญาตเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2548 ก่อนมีประกาศคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางเรื่อง กำหนดนโยบายการจัดพื้นที่ให้เป็นที่ตั้งสำนักงานของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่น ในการจัดสรรที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรม การจัดสรรที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และการจัดสรรที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรม ลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2548 ขณะนั้นไม่ปรากฏว่ามีหลักเกณฑ์ให้ผู้จัดสรรที่ดินที่ได้รับอนุญาตก่อนวันดังกล่าวต้องจัดให้มีพื้นที่อันเป็นที่ตั้งสำนักงานนิติบุคคล จำเลยมีนายพีรภัทร ผู้รับมอบอำนาจจำเลย เบิกความว่า โครงการทั้งสามโครงการมีถนนเข้าออกเชื่อมต่อกันและใช้สาธารณูปโภคร่วมกัน ซึ่งจำเลยได้ยื่นแผนผังโครงการ บ. ให้คณะกรรมการจัดสรรที่ดินเพื่อขออนุญาต ก่อนที่จำเลยจะได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินดังกล่าวและได้รับอนุญาตนั้นต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบแผนผังโครงการทั้งโครงการและต้องวางเงินสาธารณูปโภคร้อยละเจ็ด ทั้งต้องมีธนาคารหรือสถาบันการเงินมาทำสัญญาค้ำประกันและบำรุงสาธารณูปโภค เมื่อตรวจสอบและผ่านขั้นตอนของคณะกรรมการจัดสรรที่ดินแล้ว จำเลยจึงได้รับเงินหรือหลักประกันคืน บันทึกการตรวจสอบดังกล่าวมี 2 ฉบับ ฉบับแรกระบุว่า คณะอนุกรรมการตรวจสอบการจัดทำสาธารณูปโภคในที่ดินจัดสรรของบริษัทจำเลย ชื่อ โครงการ บ. ตามหนังสือ/คำขอเลขที่ 50/2547 ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2547 ฉบับที่ 2 ระบุตามหนังสือ/คำขอ ลงวันที่ 22 มีนาคม 2548 ซึ่งเป็นวันก่อนวันที่จำเลยได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดินโครงการที่ 1 แต่จำเลยไม่ได้อ้างส่งหนังสือ/คำขอดังกล่าวหรือนำสืบพยานหลักฐานอื่นเพื่อแสดงให้เห็นว่าการยื่นแผนผังโครงการเพื่อจัดทำสาธารณูปโภคทั้งโครงการถือว่าเป็นการขออนุญาตจัดสรรที่ดินโครงการที่ 1 รวมโครงการที่ 2 และที่ 3 ด้วย นอกจากนี้ตา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง