คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2554
ฎีกาที่ 1237/2554
หลักกฎหมาย
การที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีทุกประเด็นแต่ไม่ได้มีคำพิพากษาในคำขอเกี่ยวกับที่ดินที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 โอนคืนให้แก่โจทก์ โจทก์จึงอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยให้พิพากษาตามคำขอท้ายฟ้องให้ครบทุกข้อ โดยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ การบรรยายฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับพินัยกรรมทั้งสองฉบับว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 2 มีนาคม 2545 และไม่ว่าจะฟังข้อเท็จจริงอย่างไรพินัยกรรมฉบับนี้ก็ถูกเพิกถอนโดยพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 2 เมษายน 2545 เป็นการบรรยายฟ้องตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ซึ่งจำเลยก็เข้าใจสภาพแห่งข้อหาไม่ได้หลงต่อสู้ คำฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม การห้ามฟ้องบุพการีเป็นบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิจำต้องตีความโดยเคร่งครัดว่า กรณีของผู้สืบสันดานชั้นบุตรหมายถึงบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้นที่ต้องห้ามมิให้ฟ้องบุพการีของตน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1562 ตามฟ้องโจทก์อ้างว่า ผู้ตายลงลายมือชื่อในพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 2 มีนาคม 2545 โดยผู้ตายสำคัญผิดในลักษณะของนิติกรรมซึ่งถือเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมจึงเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 156 กรณีมิใช่การฟ้องขอให้เพิกถอนข้อกำหนดพินัยกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1710 จึงไม่อยู่ในบังคับกำหนดอายุความตามมาตรา 1710
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้พิพากษาว่าพินัยกรรมของผู้ตายฉบับลงวันที่ 2 มีนาคม 2545 ที่ยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ตกเป็นโมฆะหรือเป็นอันถูกเพิกถอนไปโดยพินัยกรรมของผู้ตายฉบับลงวันที่ 2 เมษายน 2545 ที่ยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่โจทก์ กับให้พิพากษาว่า พินัยกรรมฉบับลงวันที่ 2 เมษายน 2545 เป็นพินัยกรรมที่สมบูรณ์ใช้บังคับได้ตามกฎหมายและโจทก์เป็นผู้มีสิทธิได้รับมรดกตามพินัยกรรม กับห้ามจำเลยทั้งสองไม่ให้ทำการรบกวนสิทธิการครอบครองอาคารและที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย กับขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 โอนหุ้นของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) คืนแก่โจทก์พร้อมดอกผลที่เกิดขึ้นนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 รับโอนไป หากจำเลยที่ 1 ไม่ยอมโอนหุ้นคืนแก่โจทก์ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ในการรับโอนหุ้นคืนจากบริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด หากไม่สามารถโอนคืนแก่โจทก์ได้ ให้จำเลยทั้งสองใช้ราคาหุ้นจำนวน 29,262,742 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องหมายเลข 6 อันดับที่ 1 ถึงอันดับที่ 28 คืนโจทก์ มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ในการจดทะเบียนโอนคืนและขอให้มีคำสั่งห้ามเจ้าพนักงานที่ดินรับจดทะเบียนนิติกรรมใดเกี่ยวกับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เป็นทรัพย์มรดก จำเลยทั้งสองให้การกับแก้ไขคำให้การและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 2,100,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า พินัยกรรมของนางเจือจันทร์ ผู้ตาย ฉบับลงวันที่ 2 มีนาคม 2545 ที่ยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ตกเป็นโมฆะ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 ตุลาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 โอนหุ้นของธนาคารกรุงเทพจำกัด (มหาชน) หุ้นของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และหุ้นของบริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ตามที่ศาลมีคำสั่งอายัดไว้คืนให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ยอมโอนหุ้นคืน ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ฟ้องแย้งและคำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า พินัยกรรมของผู้ตายฉบับลงวันที่ 2 มีนาคม 2545 ไม่ตกเป็นโมฆะ แต่เป็นอันถูกเพิกถอนไป พินัยกรรมฉบับลงวันที่ 2 เมษายน 2545 ของผู้ตายเป็นพินัยกรรมที่สมบูรณ์ใช้บังคับได้ตามกฎหมาย ห้ามจำเลยทั้งสองไม่ให้ทำการรบกวนสิทธิครอบครองอาคารและที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย แต่จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมที่เกี่ยวกับฟ้องเดิมและฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 และโจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามฎีกาของของจำเลยที่ 1 และของโจทก์มีประเด็นที่เห็นสมควรวินิจฉัยเรียงตามลำดับดังต่อไปนี้ 1. อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์ แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ ศาลฎีกาจึงต้องสั่งยกอุทธรณ์ของโจทก์ตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาหรือไม่ 2. ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาหรือไม่ 3. ฟ้องโจทก์เป็นคดีอุทลุมต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 ตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาหรือไม่ 4. ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1710 ตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาหรือไม่ ......... สำหรับปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยเป็นประเด็นข้อที่ 1 คือ อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์ แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ ศาลฎีกาจึงต้องสั่งยกอุทธรณ์ของโจทก์หรือไม่นั้น เห็นว่า โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยในการฟังข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้นที่เชื่อพยานหลักฐานโจทก์ในทุกประเด็นและให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี โจทก์อุทธรณ์แต่เพียงว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาที่ไม่ครบถ้วนชัดเจนโดยไม่ได้สั่งคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ให้ครบถ้วนทุกข้อ จึงอาจเกิดปัญหาในการตีความต่อไปได้ โจทก์จึงอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง