คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2541
ฎีกาที่ 1244/2541
หลักกฎหมาย
ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ข้อ 4.7 กำหนดเรื่องการขาดงาน ถือเป็นการละทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุผลที่สมควร จะถูกพิจารณาโทษทางวินัย คือ ขาดงานครั้งแรกไม่จ่ายค่าจ้างในวันขาดงานและออกหนังสือเตือนครั้งที่ 1การขาดงานครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 จะไม่จ่ายค่าจ้าง 2 เท่าและ 3 เท่าของค่าจ้าง พร้อมกับออกหนังสือเตือนทั้งสองครั้งตามลำดับ การขาดงานครั้งที่ 4 จึงจะเลิกจ้างได้ และข้อ 5.24 กำหนดว่า เจ้าหน้าที่ที่ฝ่าฝืนระเบียบของศูนย์ประกันสังคมของจำเลยจะถูกพิจารณาลงโทษดังนี้1. ตักเตือนด้วยวาจา 2. ออกจดหมายเตือนครั้งที่ 13. ออกจดหมายเตือนครั้งที่ 24. ออกจดหมายเตือนครั้งที่ 3พักงานโดยมีกำหนดโดยไม่ได้รับค่าจ้าง และ 5. เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ดังนั้น ตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานดังกล่าว เจ้าหน้าที่ที่ขาดงานโดยละทิ้งหน้าที่จำเลยจะต้องเตือนด้วยวาจา 1 ครั้งก่อน หากมีการกระทำผิดซ้ำในเรื่องเดิมหลังจากนั้นจำเลยจะต้องออกหนังสือเตือนถึง3 ครั้ง เมื่อขาดงานครั้งที่ 5 จึงให้เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย เมื่อระเบียบข้อบังคับของจำเลยทั้งสองนี้ ถือเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่าประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47(4) และจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยระบุในหนังสือเลิกจ้างว่า โจทก์ละทิ้งหน้าที่โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับในการทำงาน โดยในครั้งแรกโจทก์ได้รับคำสั่งของจำเลยให้โจทก์ไปทำงานเป็นแพทย์ประกันสังคมประจำโรงพยาบาล ร.แต่โจทก์ไม่ยอมปฎิบัติตามจำเลยจึงได้ออกคำสั่งเป็นหนังสือให้โจทก์ไปปฎิบัติหน้าที่ที่โรงพยาบาลร. โจทก์รับทราบหนังสือดังกล่าวแล้วไม่ยอมไป เมื่อตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย จำเลยจะต้องตักเตือนด้วยวาจา 1 ครั้ง และออกหนังสือเตือนอีก 3 ครั้ง จึงจะเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยได้ การที่จำเลยออกหนังสือเตือนโจทก์เพียงครั้งเดียวแล้วเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ปฎิบัติตามขั้นตอนของข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นที่จำเลยจะเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยจึงเป็นการเลิกจ้างที่จำเลยจะต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ แต่การที่โจทก์ได้รับคำสั่งจากศูนย์ประกันสังคมเอกชนในนามจำเลยที่ 1 ให้ไปปฎิบัติงานเป็นแพทย์ที่โรงพยาบาลร.แต่โจทก์ก็ไม่ไปปฎิบัติงานตามคำสั่ง เมื่อจำเลยมีหนังสือย้ำให้โจทก์ไปปฎิบัติงานภายในเวลาที่กำหนด โจทก์ก็ไม่ไปปฎิบัติงานตามหน้าที่อีก เช่นนี้ ถือได้ว่าโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับในการทำงานของจำเลยทั้งสองโดยไม่ปฎิบัติตามคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ทั้งจำเลยได้เตือนเป็นหนังสือแล้ว จึงมีเหตุอันสมควรเพียงพอที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ได้ไม่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ส่วนลำดับขั้นตอนการลงโทษตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่กำหนดให้จำเลยเตือนด้วยวาจาในครั้งแรก และออกหนังสือเตือนอีก 3 ครั้ง จึงจะเลิกจ้างลูกจ้างได้นั้นเมื่อระเบียบดังกล่าวได้ระบุไว้ชัดว่าให้ใช้แก่กรณีเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเท่านั้น ดังนี้จะนำระเบียบนี้มาใช้บังคับแก่กรณีเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 49 ซึ่งมีหลักเกณฑ์การวินิจฉัยแตกต่างจากการเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 และข้อ 47 หาได้ไม่และการที่โจทก์ไม่ไปปฎิบัติงานเป็นการจงใจขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างแล้ว จำเลยจึงมีเหตุที่จะเลิกจ้างโจทก์โดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจากจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2538 จำเลยทั้งสองร่วมกันจ้างโจทก์เป็นลูกจ้าง ทำหน้าที่แพทย์ตรวจรักษาผู้ป่วยจำเลยทั้งสองมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์ไม่มีความผิดทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยต้องจ่ายค่าเสียหายกรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ค่าชดเชย 90 วัน และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า56 วัน แก่โจทก์ ระหว่างทำงานให้จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองกำหนดเวลาทำงาน 8.00 ถึง 17.00 นาฬิกา และตั้งแต่เดือนมีนาคม 2538ถึงเดือนพฤศจิกายน 2539 เวลาทำงาน 8.00 ถึง 16.00 นาฬิกาโดยวันที่ 3 มกราคม 2538 ถึงวันที่ 20 มีนาคม 2539 จำเลยทั้งสองสั่งให้โจทก์ทำงานเกินเวลาทำงานปกติ โจทก์ได้ทำงานล่วงเวลาตามที่จำเลยทั้งสองสั่ง 341 ชั่วโมง โจทก์มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในเวลาทำงานปกติเป็นเงิน 118,372.65 บาท แต่จำเลยทั้งสองจ่ายให้เพียง 100,050 บาท จ่ายขาดจำนวน 18,322.65 บาท และจำเลยทั้งสองสั่งให้โจทก์ทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์และวันหยุดตามประเพณีระหว่างวันที่ 2 กันยายน 2538 ถึงวันที่ 16 มีนาคม 2539 รวม112 ชั่วโมง โจทก์มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาในอัตราสามเท่าของค่าจ้างในวันทำงานปกติเป็นเงิน 80,001.60 บาท อีกทั้งจำเลยทั้งสองกำหนดให้โจทก์หยุดพักผ่อนประจำปีปีละ 7 วัน โจทก์ทำงานมา 1 ปี 10 เดือน ยังไม่เคยใช้สิทธิ โจทก์มีสิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปี 13 วัน คิดเป็นเงินค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี21,666.67 บาท แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมจ่าย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 93,333 บาท ค่าล่วงเวลาจำนวน 18,322.65 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน21,666.67 บาท ค่าล่วงเวลาในวันหยุดทำงาน 52,001.60 บาทค่าชดเชยจำนวน 150,000 บาท และค่าเสียหายกรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายนับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 มิได้จ้างโจทก์ในฐานะลูกจ้าง แต่เป็นการจ้างในฐานะแพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพจำเลยที่ 1 ส่งโจทก์ไปประจำโรงพยาบาลปากเกร็ดเวชการตลอดมาจนถึงวันที่ 8 ตุลาคม 2539 จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ไปปฎิบัติหน้าที่ที่โรงพยาบาลรามาสุขสวัสดิ์ โจทก์ไม่ยอมไป จำเลยที่ 1มีหนังสือเตือนในวันที่ 14 ตุลาคม 2539 โจทก์เพิกเฉย จนวันที่1 พฤศจิกายน 2539 จำเลยที่ 1 จึงเลิกจ้างโจทก์ จำเลยที่ 1ได้รับแจ้งจากโรงพยาบาลรามาสุขสวัสดิ์ว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่จัดส่งแพทย์ไปประจำ ทำให้โรงพยาบาลได้รับความเสียหายรวมค่าเสียหายทั้งสิ้น 1,440,000 บาท ทางโรงพยาบาลรามาสุขสวัสดิ์ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าว ขอให้ยกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์ชดใช้เงินจำนวน 1,440,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 ตามฟ้องแย้ง จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 มิได้เป็นนายจ้างโจทก์แต่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีหน้าที่จ่ายเงินตามคำฟ้องให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ฟ้องแย้งเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 8 ถึง 9 ตุลาคม 2539 โจทก์ได้รับคำสั่งด้วยวาจาจากผู้บริหารศูนย์ประกันสังคมเอกชนในนามจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ไปทำงานเป็นแพทย์ประกันสังคมประจำโรงพยาบาลรามาสุขสวัสดิ์โจทก์ไม่ยอมปฎิบัติตาม วันที่ 14 ตุลาคม 2539 จำเลยได้ออกคำสั่งเป็นหนังสือในนามศูนย์ประกันสังคมเอกชนให้โจทก์ไปปฎิบัติหน้าที่ที่โรงพยาบาลรามาสุขสวัสดิ์ โจทก์ทราบหนังสือแล้วไม่ยอมไปโจทก์ในฐานะลูกจ้างมีหน้าที่ต้องปฎิบัติตามคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของศูนย์ประกันสังคมเอกชน ซึ่งทางศูนย์ดังกล่าวโดยผู้อำนวยการเคยมีคำสั่งด้วยวาจาและหนังสือให้โจทก์ไปปฎิบัติหน้าที่โรงพยาบาลรามาสุขสวัสดิ์ โจทก์ไม่ยอมไป ทางศูนย์ดังกล่าวได้ออกหนังสือเตือนโจทก์แล้ว โจทก์ก็ยังไม่ยอมไป จึงเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือน การที่จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์จึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม แต่จำเลยทั้งสองสั่งให้โจทก์ทำงานล่วงเวลาในวันทำงานปกติและในวันหยุด กับโจทก์ไม่ได้ลาหยุดพักผ่อนประจำปี ฟ้องแย้งเคลือบคลุม พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายค่าล่วงเวลาในเวลาทำงานปกติ จำนวน 18,322.65 บาทค่าล่วงเวลาในวันหยุดจำนวน 52,001.60 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 11,666.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระต้นเงินแต่ละจำนวนเสร็จสิ้นแก่โจทก์ คำขออื่นของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์กระทำผิดซ้ำคำเตือนอันเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จำต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์หรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ตามข้อบังคับและระเบียบเกี่ยวกับการทำงานของจ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง