ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2553

ฎีกาที่ 1245/2553

หลักกฎหมาย

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ได้รับจดทะเบียนกองทรัพย์สินของโครงการจัดการกองทุนรวมโจทก์เป็นกองทุนรวมตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 124 วรรคสอง เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2542 โดยมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ว. เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการของกองทุนโจทก์ โจทก์จึงมีฐานะเป็นนิติบุคคลโดยมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ว. เป็นผู้แทนโจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 70 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ว. จึงมีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแล้ว เมื่อจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ยอมชำระหนี้ โจทก์จึงขอศาลออกหมายบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยและโจทก์ได้ยื่นคำขอตรวจสอบการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินของจำเลยที่สำนักงานที่ดินซึ่งจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตรับผิดชอบ แต่ไม่พบว่าจำเลยมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินจะให้ยึดมาชำระหนี้แก่โจทก์ได้เพื่อให้ต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าจำเลยมีหนี้สิ้นล้นพ้นตัวตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) และนำคดีมาฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายนับว่าเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายโดยชอบมิใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนรวม เพื่อแก้ไขปัญหาในระบบสถาบันการเงิน โดยมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด เป็นผู้จัดการและรับผิดชอบในการดำเนินการจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีหมายเลขแดงที่ 6788/2545 ซึ่งพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 25,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จคิดดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 6 พฤศจิกายน 2544) ไม่เกิน 22,315,068.51 บาท กับค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาโจทก์ขอศาลออกหมายบังคับคดี แต่จำเลยไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้แก่โจทก์ได้ จำเลยเป็นหนี้โจทก์คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 66,907,534.26 บาท ซึ่งเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 2,000,000 บาท จำเลยเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จำเลยมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน ขอให้ยกฟ้อง ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยเฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้คดีหมายเลขแดงที่ 6788/2545 ซึ่งพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 25,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จคิดดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 6 พฤศจิกายน 2544) ไม่เกิน 22,315,068.51 บาท กับค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนโดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนคำนวณยอดหนี้ถึงวันฟ้องคดีนี้เป็นเงิน 66,907,534.26 บาท หลังจากศาลมีคำพิพากษา จำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์ขอศาลออกหมายบังคับคดี และยื่นคำขอตรวจสอบการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินของจำเลยที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาห้วยขวาง ซึ่งจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตรับผิดชอบแล้วไม่พบว่าจำเลยถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแต่อย่างใดจำเลยไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ กรณีต้องด้วยข้อสันนิฐานว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด มิได้มีฐานะเป็นตัวแทนของโจทก์เพราะไม่มีกฎหมายรับรองไว้ให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมซึ่งเป็นผู้จัดตั้งกองทุนรวมแล้วจะมีฐานะเป็นตัวแทนของกองทุนรวมได้ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 124 วรรคสอง บัญญัติว่า "กองทุนรวมที่ได้จดทะเบียนแล้วให้เป็นนิติบุคคลซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริษัทหลักทรัพย์นำทรัพย์สินของกองทุนรวมไปลงทุนตามโครงการจัดการกองทุนรวมตามที่ได้รับอนุมัติโดยให้บริษัทหลักทรัพย์เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการของกองทุนรวม"เมื่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ได้รับจดทะเบียนกองทรัพย์สินของโครงการจัดการกองทุนรวมไทยรีสตรัค เจอริ่ง โจทก์ เป็นกองทุนรวมตามบทกฎหมายดังกล่าวตามทะเบียนเลขที่ 31/2542 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2542 โดยมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการของกองทุนโจทก์แล้ว ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 โจทก์จึงมีฐานะเป็นนิติบุคคลโดยมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด เป็นผู้แทนโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด จึงมีอำนาจดำเนินการแทนโจทก์รวมทั้งดำเนินคดีแทนโจทก์ได้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด โดยกรรมการผู้มีอำนาจมอบอำนาจและมอบอำนาจช่วงให้ดำเนินคดีแก่จำเลยโดยชอบตามหนังสือรับรองหนังสือมอบอำนาจและหนังสือมอบอำนาจช่วงให้ดำเนินคดีเอกสารหมาย จ.2 จ.4 และ จ.5 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า โจทก์ใช้สิทธิฟ้องโดยไม่สุจริตหรือไม่ ในข้อนี้จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ตรวจสอบการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินของจำเลยที่สำนักงานที่ดินเพียงแห่งเดียวแล้วอ้างว่าจำเลยไม่มีทรัพย์สินกลับใช้สิทธิฟ้องให้จำเลยล้มละลายโดยไม่สุจริต เห็นว่า การที่โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 6788/2545 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ซึ่งศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ยอมชำระหนี้ โจท
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1245/2553 · ทนอย Thanoy