คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2546
ฎีกาที่ 1249/2546
หลักกฎหมาย
ทางซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดที่ไปออกสู่ถนน เป็นทางที่โจทก์และประชาชนไม่สามารถใช้สัญจรไปมาได้ ทั้งไม่ใช่ทางสาธารณะ เพราะเป็นทางที่ต้องผ่านที่ดินของบุคคลอื่น เมื่อที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดมีที่ดินของบุคคลอื่นรวมทั้งที่ดินของจำเลยล้อมรอบอยู่จนไม่มีทางออกถึงถนนสาธารณประโยชน์ซึ่งเป็นทางสาธารณะได้ โจทก์ทั้งเจ็ดย่อมมีสิทธิผ่านทางพิพาทซึ่งอยู่ภายในเขตที่ดินของจำเลยไปออกสู่ทางสาธารณะดังกล่าวได้ทางพิพาทจึงเป็นทางจำเป็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349วรรคแรก รถยนต์เป็นพาหนะจำเป็นที่ประชาชนใช้ในการเดินทาง การที่จำเลยปิดกั้นทางพิพาทให้เหลือขนาดความกว้างประมาณ 1 เมตร ย่อมทำให้รถยนต์ไม่สามารถผ่านเข้าออกได้ เป็นการไม่เหมาะสมแก่สภาพการณ์ความเจริญของบ้านเมืองในปัจจุบันและในอนาคต การกำหนดให้จำเลยเปิดทางพิพาทซึ่งเป็นทางจำเป็นมีขนาดกว้าง 2.30เมตร เพื่อให้รถยนต์ผ่านเข้าออกได้จึงเหมาะสมแล้ว การที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรวมคนหนึ่งในที่ดินให้การต่อสู้คดีว่าทางพิพาทไม่เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ด เป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้โจทก์ทั้งเจ็ด ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและเป็นการยกข้อต่อสู้แทน จ. ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินอีกคนหนึ่ง ผลแห่งคดีที่จำเลยเจ้าของรวมคนเดียวถูกฟ้อง ย่อมต้องผูกพัน จ. ซึ่งเป็นเจ้าของรวมอีกคนหนึ่งโจทก์ทั้งเจ็ดไม่จำต้องฟ้อง จ. ด้วย แต่สามารถฟ้องจำเลยแต่ผู้เดียวได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องว่า โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นเจ้าของที่ดินโดยมีที่ดินของบุคคลอื่นรวมทั้งที่ดินของจำเลยล้อมรอบไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์ได้ โจทก์ทั้งเจ็ดต้องผ่านที่ดินของจำเลยและที่ดินของนายชนินทร์ ประเทืองมาศ ออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์ซึ่งโจทก์ทั้งเจ็ดและบรรพบุรุษได้ผ่านที่ดินดังกล่าวมาเป็นเวลาประมาณ 70 ปี ต่อมาจำเลยได้ปลูกขนำและสร้างรั้วปิดกั้นทาง โดยจำเลยและนายชนินทร์ยินยอมยกที่ดินซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของทางเดิมให้เป็นทางภารจำยอมเพื่อให้โจทก์ทั้งเจ็ดและบริวารออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์ แต่เมื่อโจทก์ทั้งเจ็ดได้ทำถนนบนที่ดินที่จำเลยและนายชนินทร์ยกให้เป็นทางภารจำยอม ปรากฏว่าจำเลยได้นำเสาคอนกรีตมาปักกั้นถนนที่โจทก์ทั้งเจ็ดสร้างขึ้นบางส่วน ทำให้โจทก์ทั้งเจ็ดและบริวารไม่สามารถออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์ได้ตามปกติ ขอให้พิพากษาว่าทางพิพาทเป็นทางภารจำยอมและทางจำเป็น และให้จำเลยเปิดทางพิพาทให้โจทก์ทั้งเจ็ดและบริวารใช้เป็นทางออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์ กับให้จำเลยไปจดทะเบียนทางพิพาทเป็นทางภารจำยอม หากไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย จำเลยให้การว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดมีทางออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์ได้หลายทาง ทางพิพาทจึงไม่ใช่ทางจำเป็น จำเลยไม่เคยทำสัญญายกที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดและบริวารใช้เป็นทางสาธารณะ และไม่เคยจดทะเบียนภารจำยอมและทางจำเป็นให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ด โจทก์ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ไม่ได้พักอาศัยอยู่ในที่ดินจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินร่วมกับนายจำเริญ จันมณี แต่คดีนี้โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องจำเลยเพียงคนเดียว จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็น ให้จำเลยเปิดทางพิพาทในที่ดินของจำเลยเพื่อให้โจทก์ทั้งเจ็ดและบริวารผ่านออกสู่ทางสาธารณะได้ตามปกติ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์ทั้งเจ็ดนำสืบโดยมีตัวโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6นายชนินทร์เจ้าของที่ดินทางทิศใต้ของที่ดินของจำเลยที่ทางพิพาทผ่านออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก - ในบ้าน นายธานี ไพโรจน์ภักดิ์ อดีตกำนัน ตำบลเกาะยอระหว่างปี 2516 ถึงปี 2534 และจ่าสิบเอกสมเกียรติ แก้วกระจ่าง สามีโจทก์ที่ 3เบิกความได้ความทำนองเดียวกันว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดมีที่ดินของบุคคลอื่นและที่ดินของจำเลยล้อมรอบอยู่ ไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก - ในบ้านซึ่งเป็นทางสาธารณะได้ โจทก์ทั้งเจ็ดและบรรพบุรุษได้ใช้ทางผ่านที่ดินของจำเลยและที่ดินของนายชนินทร์ออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก - ในบ้าน มาเป็นเวลานานประมาณ 70 ปี รถยนต์สามารถผ่านเข้าออกได้ ทางที่ว่านี้คือทางที่ระบุว่าเส้นทางเก่าในแผนที่เอกสารหมาย จ.2 หรือแผนที่พิพาทสังเขปท้ายฟ้องเอกสารหมาย ล.7ต่อมาเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2538 จำเลยได้ปลูกขนำปิดกั้นทางดังกล่าว ทำให้โจทก์ทั้งเจ็ดไม่สามารถออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก - ในบ้าน ได้ตามปกติจำเลยตกลงให้โจทก์ทั้งเจ็ดเปลี่ยนไปใช้ทางพิพาทซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของทางเดิมกว้าง 3 เมตร ยาว 22 เมตร คือทางที่ระบุว่าทางเดินใหม่ในแผนที่เอกสารหมาย จ.2 หรือทางพิพาทภายในกรอกเส้นสีแดงในแผนที่พิพาทสังเขปท้ายฟ้องเอกสารหมาย ล.7 โจทก์ทั้งเจ็ดได้ทำถนนเพื่อให้รถยนต์ผ่านเข้าออกและใช้ทางพิพาทดังกล่าวได้ประมาณ 7 วัน จำเลยจึงปิดกั้นทางพิพาทโดยเว้นทางพิพาทด้านทิศเหนือกว้าง 70เซนติเมตร ด้านทิศใต้กว้าง 90 เซนติเมตร ทำให้รถยนต์ผ่านเข้าออกไม่ได้ โจทก์ทั้งเจ็ดไม่สามารถใช้ทางพิพาทผ่านเข้าออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก - ในบ้านได้ ส่วนจำเลยนำสืบว่า ก่อนเกิดเหตุพิพาท โจทก์ทั้งเจ็ดเดินผ่านที่ดินของจำเลยและที่ดินของนายชนินทร์เข้าออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก - ในบ้าน ซึ่งเป็นทางสาธารณะ ต่อมาจำเลยปลูกบ้านในที่ดิน จำเลยจึงอนุญาตให้โจทก์ทั้งเจ็ดใช้ทางพิพาทชั่วคราวเป็นทางเดินกว้าง 1 เมตร ยาว 22 เมตร โดยไม่ประสงค์ให้โจทก์ทั้งเจ็ดใช้รถยนต์ผ่านเข้าออก ต่อมาโจทก์ทั้งเจ็ดทำเป็นถนนกว้างประมาณ 2 เมตร และใช้รถยนต์ผ่านเข้าออก จำเลยจึงห้ามปรามและให้นายยิน คงจินดามุณี สามีจำเลยนำเสาคอนกรีตไปปักกั้นให้เหลือทางกว้างประมาณ 1 เมตร เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำเบิกความของตัวโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 และพยานโจทก์ทั้งสามดังกล่าวข้างต้นประกอบแผนที่เอกสารหมาย จ.2 และแผนที่พิพาทสังเขปท้ายฟ้องเอกสารหมาย ล.7 แล้ว ทำให้เห็นได้ว่าที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดที่ดินของบุคคลอื่นรวมทั้งที่ดินของจำเลยล้อมรอบอยู่จนไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก - ในบ้าน ซึ่งเป็นทางสาธาณะได้ ที่จำเลยนำสืบและฎีกาอ้างว่า โจทก์ทั้งเจ็ดมีทางอื่นที่สามารถออกสู่ทางสาธารณะได้โดยผ่าน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง