คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2554
ฎีกาที่ 125/2554
หลักกฎหมาย
หนี้เงินลีร์ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตและทรัสต์รีซีทครบกำหนดในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2539 และบริษัทลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัดชำระหนี้ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้นับแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2539 ความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี เมื่อโจทก์เพิ่งนำคดีเกี่ยวกับหนี้ส่วนนี้มาฟ้องในวันที่ 24 ตุลาคม 2549 ทั้งที่สิทธิเรียกร้องต่อผู้ค้ำประกันในหนี้เงินลีร์เกิดตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2539 เกินกำหนดเวลา 10 ปี สิทธิเรียกร้องตามสัญญาค้ำประกันจึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ มาตรา 193/30 มูลหนี้ตามฟ้องคดีนี้เป็นมูลหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทซึ่งต่างจากมูลหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีประเด็นแห่งคดีในมูลหนี้ทั้งสองย่อมต่างกัน คดีนี้จึงไม่อาจเป็นฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ไม่ว่าดอกเบี้ยจะค้างอยู่นานเท่าใด ในกรณีที่จำเลยให้การต่อสู้เรื่องอายุความคิดดอกเบี้ยไว้ โจทก์ก็มีสิทธิคิดดอกเบี้ยก่อนฟ้องย้อนหลังไปได้เพียง 5 ปี เท่านั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (1)
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 8,303,056 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 1,701,560.20 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองบิดพลิ้วให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดใช้หนี้แทน ถ้าได้เงินจำนวนสุทธิไม่พอใช้หนี้ให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองจนกว่าจะครบถ้วน จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,701,560.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดเท่าที่โจทก์พึงเรียกเก็บได้จากลูกค้าทั่วไปซึ่งมิได้ผิดนัดชำระหนี้ตามประกาศของโจทก์แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี นับย้อนหลังแต่วันฟ้องขึ้นไปไม่เกิน 5 ปี (ฟ้องวันที่ 24 ตุลาคม 2549) และนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากบิดพลิ้วให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 62277 ตำบลดอกไม้ (บางแก้ว) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดใช้หนี้แทน ถ้าได้เงินจำนวนสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดใช้หนี้จนกว่าจะครบถ้วน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังว่า บริษัทโปรเกรสซีฟ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศเป็นเงิน 38,697.50 ดอลลาร์สหรัฐ และ 85,283,120 ลีร์ โดยทำสัญญาทรัสต์รีซีทไว้แก่โจทก์เพื่อรับสินค้าเหล่านั้นไปจำหน่าย และตกลงจะชำระหนี้ทั้ง 2 จำนวน พร้อมดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมคืน โดยมีจำเลยทั้งสองเป็นผู้ค้ำประกันและจำเลยที่ 1 จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 62277 ตำบลดอกไม้ (บางแก้ว) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เป็นประกันการชำระหนี้ มีข้อตกลงด้วยว่าหากมีการบังคับจำนอง นำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้จำเลยที่ 1 ยินยอมรับผิดชดใช้เงินที่ขาดให้แก่โจทก์จนครบถ้วน ต่อมาบริษัทผิดนัดชำระหนี้ โจทก์จึงหักเงินจากบัญชีเงินฝากของบริษัทชำระหนี้ 1,032,511.85 บาท ตามสิทธิที่บริษัทให้ไว้ หลังจากนั้นบริษัทถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลาย ปัญหาข้อแรกที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 มีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์ย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าใครเป็นลูกหนี้ของตนแต่โจทก์กลับมิได้ระบุในหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องจำเลยที่ 1 แสดงให้เห็นว่า เอกสารฉบับนั้นเป็นเพียงหนังสือมอบอำนาจทั่วไปนั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงเป็นที่ประจักษ์ว่าโจทก์ย่อมรู้ดีอยู่แล้วเช่นนั้นก็ตาม แต่โดยพฤติการณ์โจทก์ย่อมไม่อาจคาดเดาได้ล่วงหน้าว่าลูกหนี้รายใดบ้างจะประพฤติผิดสัญญาจนถึงขนาดต้องนำคดีมาสู่ศาลหรือรายใดจะปฏิบัติตามสัญญาอย่างเคร่งครัดจนหมดพันธกรณีเพราะเป็นเหตุการณ์ในอนาคตทั้งสิ้น การที่หนังสือมอบอำนาจระบุให้นางจีรนันท์ดำเนินคดีฟ้องร้อง ถอนฟ้อง และแก้คดีต่าง ๆ ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา คดีล้มละลาย หรือคดีความอื่นใดนั้น ย่อมหมายความว่าโจทก์มอบอำนาจให้นางจีรนันท์ดำเนินคดีแก่ลูกหนี้เฉพาะรายที่ประพฤติผิดสัญญาจนถึงขนาดที่ต้องฟ้องขอให้ศาลบังคับเท่านั้น มิใช่การมอบอำนาจทั่วไปดังที่จำเลยที่ 1 เข้าใจ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจึงชอบแล้ว ปัญหาข้อต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 มีว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อจำเลยทั้งสองตามสัญญาค้ำประกันขาดอายุความหรือไม่เพียงใด เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าหนี้เงินลีร์ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตและทรัสต์รีซีทครบกำหนดในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2539 และบริษัทผิดนัดชำระหนี้ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้นับแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2539 ความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี เมื่อโจทก์เพิ่งนำคดีส่วนนี้มาฟ้องในวันที่ 24 ตุลาคม 2549 ทั้งที่สิทธิเรียกร้องต่อผู้ค้ำประกันในหนี้เงินลีร์เกิดตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2539 เกินกำหนดเวลา 10 ปี สิทธิเรียกร้องตามสัญญาค้ำประกันส่วนนี้จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้จำนวนนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ปัญหาข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 ได้รับคำเตือนให้ชำระหนี้และจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองหรือไม่ รวมทั้งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาจำนองหรือไม่ เห็นควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน ข้อเท็จจริงรับฟังว่าจำเลยที่ 1 ได้รับคำเตือนให้ชำระหนี้และจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว ข้อที่จำเลยที่ 1 อ้างในอุทธรณ์ว่าตนจำนองที่ดิน เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้เบิกเงิน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง