คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2553
ฎีกาที่ 1251/2553
หลักกฎหมาย
ปัญหาเรื่องโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนจำเลยทั้งห้าชอบที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้ จึงเป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 เป็นเจ้าหน้าที่ตามความหมายของมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เมื่อการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ต่อโจทก์ทั้งสองเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่แทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์จึงต้องฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 อันเป็นหน่วยงานของรัฐโดยตรง แต่จะฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ที่ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 สำนวนแรกโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวก เรื่องละเมิดที่จำเลยที่ 5 ชี้และปักหลักหมุดกำหนดแนวเขตทางรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกให้การว่าการชี้แนวเขตทางของจำเลยไม่เป็นละเมิดขอให้ยกฟ้อง คดีจึงมีประเด็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองแล้วพิพากษาว่าที่ดินยังเป็นของโจทก์ทั้งสอง มิได้ถูกเวนคืน แต่หากฝ่ายจำเลยก่อสร้างถนนบนที่ดินพิพาทแล้ว ก็ไม่ตัดสิทธิโจทก์ทั้งสองที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 2 ก่อสร้างทางหลวงแผ่นดินบนที่ดินพิพาทเสร็จแล้ว โจทก์ทั้งสองจึงนำคดีมาฟ้องใหม่เป็นคดีนี้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกชดใช้ค่าเสียหาย จึงเป็นการยื่นคำฟ้องต่อเนื่องกันกับสำนวนแรก เพื่อเรียกร้องเอาค่าเสียหายที่ศาลฎีกามิได้พิพากษาให้ การฟ้องสำนวนหลังจึงมิได้อาศัยมูลละเมิดอันเกิดจากการก่อสร้างทางในที่ดินพิพาทมาเป็นข้ออ้างเพื่อเป็นหลักแห่งข้อหา ฉะนั้นปัญหาตามคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ในสำนวนหลังจึงเป็นประเด็นแห่งคดีเหมือนกันกับสำนวนแรกจึงต้องห้ามมิให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาในปัญหาดังกล่าวซ้ำอีกตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะยกเรื่องมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองขึ้นต่อสู้อีกไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ว่า มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำและฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองจึงชอบแล้ว
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นสามีภริยาและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6395 ตำบลคลองสามประเวศ (คลองประเวศบุรีรมย์ฝั่งเหนือ) อำเภอลาดกระบัง (แสนแสบ) จังหวัดพระนคร เนื้อที่ 8 ไร่ 8 ตารางวา จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทกระทรวง มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงแผ่นดินสายคลองตัน - หนองงูเห่า และทางแยกเข้าหนองงูเห่า พ.ศ.2522 และรักษาการตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ แขวงสวนหลวง แขวงประเวศ เขตพระโขนง และแขวงคลองสองต้นนุ่น แขวงคลองสามประเวศ แขวงลำปลาทิว เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 343 สายคลองตัน - ลาดกระบัง พ.ศ.2532 จำเลยที่ 2 เป็นกรมในกระทรวงจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล เป็นเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาฯ และเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว จำเลยที่ 3 เคยเป็นนายช่างแขวงการทางกรุงเทพ ของกรมจำเลยที่ 2 ปัจจุบันจำเลยที่ 4 ดำรงตำแหน่งแทนและได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่เวนคืน จำเลยที่ 5 เป็นนายช่างโยธาผู้แทนของกรมจำเลยที่ 2 โดยที่ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงแผ่นดินสายคลองตัน-หนองงูเห่าและทางแยกเข้าหนองงูเห่า พ.ศ.2522 และพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงแผ่นดินสายคลองตัน-หนองงูเห่า และทางแยกเข้าหนองงูเห่า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2524 ประกาศใช้บังคับเป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองถูกเวนคืน เนื้อที่ 3 ไร่ 64 ตารางวา จำเลยที่ 2 แจ้งว่าโจทก์ทั้งสองได้รับเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินที่ถูกเวนคืนตารางละ 100 บาท รวมเป็นเงิน 126,400 บาท โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์และได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มรวมดอกเบี้ยเป็นเงิน 326,666.08 บาท เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขามีนบุรี แก้ไขหลักฐานตามโฉนดเลขที่ 6395 ของโจทก์ทั้งสองว่าที่ดินแปลงนี้บางส่วนเนื้อที่ 3 ไร่ 64 ตารางวา ตกเป็นของจำเลยที่ 2 (ทางหลวงสายคลองตัน-หนองงูเห่า) โดยการซื้อขาย คงเหลือเนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 44 ตารางวา ต่อมาโจทก์ทั้งสองได้รับแจ้งนัดให้ทำการรังวัดแบ่งแยกที่ดิน จำเลยที่ 5 เป็นผู้แทนของจำเลยที่ 2 และได้รับมอบหมายจากนายช่างแขวงการทางจำเลยที่ 3 ในขณะนั้นซึ่งต่อมาคือจำเลยที่ 4 ซึ่งต่างเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยจำเลยที่ 5 กับพวกชี้เขตเวนคืนที่ดินโดยลำพัง ทำการปักหลักไม้และหลักเขตที่ดินแสดงแนวเขตเวนคืนเกินเขตเวนคืนที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 เป็นเนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 49 ตารางวา ปัจจุบันราคาไร่ละ 7,500,000 บาท ส่วนที่ดินตามเขตเวนคืนก็เกินกว่าเนื้อที่ที่ถูกเวนคืน 25 ตารางวา ปัจจุบันราคาประมาณ 468,750 บาท โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องฝ่ายจำเลยเรื่องที่ดิน ละเมิดเรียกค่าเสียหายเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ปค. 152/2538 ของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสอง หากจำเลยก่อสร้างทางบนที่ดินพิพาทไปแล้วก็ไม่ตัดสิทธิโจทก์ทั้งสองที่จะฟ้องเป็นคดีใหม่ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6521/2541 เมื่อการก่อสร้างทางเสร็จแล้ว โจทก์ทั้งสองจึงมาฟ้องเป็นคดีนี้ การกระทำของจำเลยทั้งห้าซึ่งรังวัดที่ดินเกินขอบเขตและเกินกว่าเนื้อที่ที่ถูกเวนคืนรวมเป็นเนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 74 ตารางวา ปัจจุบันราคา 25,762,500 บาท เป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหาย จึงต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินแก่โจทก์ทั้งสอง 25,762,500 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งห้าให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ไม่ได้บรรยายฟ้องข้อหาละเมิด เรียกค่าเสียหายว่า จำเลยแต่ละคนกระทำการอย่างไรบ้างเมื่อใด ในที่ดินเนื้อที่เท่าใด ราคาที่ดินกำหนดอย่างไร ทำให้จำเลยทั้งห้าเสียเปรียบไม่เข้าใจคำฟ้องและหลงข้อต่อสู้ จำเลยที่ 5 ชี้แนวเขตไปตามแผนที่ก่อสร้าง โดยไม่ทราบว่าเนื้อที่ดินที่ถูกเวนคืนในโฉนดแตกต่างกัน และมิได้กระทำการใดเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกเลย ทั้งไม่ได้รังวัดกับเขตที่ดินตามการชี้แนวเขตที่ดินของจำเลยที่ 5 แต่อย่างไม่ได้รังวัดกับเขตที่ดินตามการชี้แนวเขตที่ดินของจำเลยที่ 5 แต่อย่างใด การที่จำเลยที่ 5 แจ้งวางเงินค่าทดแทนให้โจทก์ทั้งสองทราบและเข้าไปทำการก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2540 เป็นต้นไป กับก่อสร้างทางตามที่แจ้งนั้น ไม่เป็นการบุกรุกแต่เป็นการกระทำโดยสุจริตตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2538 ศาลชั้นต้นพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ปค.152/2538 ในมูลฟ้องเดียวกันว่าให้จำเลยใช้เงินค่าทดแทนที่ดินที่เวนคืนเนื้อที่เพิ่มขึ้น 3 ไร่ 1 งาน 74 ตารางวา ตารางวาละ 1,500 บาท เป็นเ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง