คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2558
ฎีกาที่ 12563/2558
หลักกฎหมาย
แม้ในชั้นสอบสวนทั้ง ธ. และ อ. จะให้การต่อพันตำรวจตรี ส. พนักงานสอบสวนว่า จำเลยกับ พ. ร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายมาขายให้ ธ. 2 คัน และยังร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายมาขายให้ อ. อีก 1 คัน แต่ในชั้นพิจารณาทั้ง ธ. และ อ. ไม่ได้มาเบิกความยืนยันการกระทำผิดของจำเลย เพื่อให้จำเลยมีโอกาสถามค้านเพื่ออธิบายข้อเท็จจริง ย่อมทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี ทั้งปรากฏจากคำให้การชั้นสอบสวนของ ธ. ว่า ก่อนรับซื้อรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน รตจ กรุงเทพมหานคร 284 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2551 พ. ได้โทรศัพท์มาติดต่อขายรถจักรยานยนต์ให้โดยอ้างว่าเป็นสิทธิพิเศษของตนที่มีสิทธิซื้อในราคาเริ่มเปิดประมูล แต่ต้องการขายสิทธิดังกล่าว ต่อมาวันที่ 2 กันยายน 2551 พ. ขับรถกระบะของผู้เสียหายบรรทุกรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน รษต กรุงเทพมหานคร 653 มาขายให้อีกโดยขับมาคนเดียว กลับบอกว่าครั้งนี้เป็นสิทธิของตน ส่วนครั้งก่อนเป็นสิทธิของจำเลย พฤติการณ์ของ พ. ตามคำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวมีข้อเคลือบแคลงสงสัยว่า จำเลยร่วมกระทำผิดกับ พ. หรือไม่ และตามคำให้การชั้นสอบสวนของ อ. ที่ว่า รถจักรยานยนต์ฮอนด้า หมายเลขทะเบียน วจม กรุงเทพมหานคร 424 มี พ. ขับมาขายโดยไม่ปรากฏว่ามีจำเลยเข้าไปมีส่วนร่วมกระทำผิดด้วยนั้นก็สอดคล้องกับที่ น. เบิกความว่า รถจักรยานยนต์คันดังกล่าว ต้องโทรศัพท์สอบถามจากบุคคลที่เคยมาประมูลซื้อรถ จึงทราบว่า พ. เป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ไปขาย ดังนี้ ลำพังคำให้การชั้นสอบสวนของ ธ. และ อ. ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวน จึงไม่อาจฟังลงโทษจำเลยได้ การที่จำเลยกับพวกคบคิดกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายซึ่งจอดไว้ในโกดัง แล้วจำเลยกับพวกช่วยกันยกรถจักรยานยนต์ขึ้นท้ายกระบะเพื่อให้ ส. บรรทุกออกไป ย่อมเล็งเห็นเจตนาได้ว่า จำเลยกับพวกประสงค์จะใช้รถกระบะเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป ส่วนรถกระบะซึ่งเป็นยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิดจะเป็นของผู้ใดหาใช่ข้อสำคัญไม่ การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างโดยใช้ยานพาหนะซึ่งต้องรับโทษหนักขึ้นตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 335, 336 ทวิ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 รวม 16 กระทง ลงโทษกระทงละ 1 ปี 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 16 กระทง คงจำคุก 16 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ผู้เสียหายเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายธนกร เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ผู้เสียหายทำสัญญารับจ้างจัดประมูลขายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ให้แก่บริษัทอิออนธนสินทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จำเลยกับนายพิสุทธิ์ และนางสาวเนตรนภางค์ เป็นลูกจ้างของผู้เสียหาย โดยจำเลยกับนายพิสุทธิ์เป็นพนักงานรับรถ มีหน้าที่ไปรับรถจากบริษัทอิออนธนสินทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) นำมาเก็บที่โกดังเก็บรถของผู้เสียหาย นางสาวเนตรนภางค์เป็นพนักงานเช็คสต็อก มีหน้าที่ตรวจรับรถและทำบัญชีรับรถ ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้องรถจักรยานยนต์ 20 คัน ที่ผู้เสียหายได้รับจากบริษัทอิออนธนสินทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ตามใบรับรถจักรยานยนต์ หายไปจากโกดังเก็บรถของผู้เสียหาย นายธนกรสอบถามแล้วจำเลยรับว่าร่วมกับนายพิสุทธิ์นำรถจักรยานยนต์ดังกล่าวไปขาย และพาไปติดตามยึดคืนมาได้ทั้งหมด มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยร่วมกับนายพิสุทธิ์กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายสวงค์ เป็นพยานเบิกความว่า ช่วงก่อนเกิดเหตุพยานเคยไปประมูลซื้อรถจักรยานยนต์ที่โกดังเก็บรถของผู้เสียหายเป็นประจำ จึงรู้จักจำเลยและนายพิสุทธิ์ลูกจ้างของผู้เสียหาย ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยกับนายพิสุทธิ์ขับรถกระบะบรรทุกรถจักรยานยนต์มาเสนอขายโดยไม่ผ่านการประมูลหลายครั้ง พยานรับซื้อไว้รวม 17 คัน ต่อมานายจ้างของจำเลยมาสอบถามและขอตรวจสอบรถที่รับซื้อไว้โดยนายจ้างของจำเลยรับรองว่าจะไม่ดำเนินคดี จึงคืนรถทั้งหมดให้แก่นายจ้างของจำเลย และไปให้การต่อพนักงานสอบสวนในฐานะพยานตามบันทึกคำให้การ โดยโจทก์มีพันตำรวจตรีสมพร พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า นายธนกรมาแจ้งความว่าลูกจ้างของผู้เสียหายประกอบด้วยจำเลย นายพิสุทธิ์และนางสาวเนตรนภางค์ร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ 20 คัน ตามใบรับรถจักรยานยนต์ จากโกดังเก็บรถของผู้เสียหายไปขายให้นายสวงค์ นายอารมย์ และนายธนกิตต์ แต่ผู้เสียหายได้รับรถทั้งหมดคืนแล้ว จึงไปตรวจโกดังเก็บรถของผู้เสียหาย จัดทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ แผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายและบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายได้คืน สอบปากคำนายสวงค์ นายอารมย์และนายธนกิตต์ไว้ตามบันทึกคำให้การ โดยนายสวงค์พาไปนำชี้โกดังเก็บรถของผู้เสียหายตามภาพถ่าย ส่วนจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า นายพิสุทธิ์บอกจำเลยว่าผู้เสียหายให้สิทธิลูกจ้างนำรถจักรยานยนต์ไปขายได้คนละ 2 คันต่อเดือนนายพิสุทธิ์นำรถจักรยานยนต์ตามใบรับรถจักรยานยนต์ ไปขายโดยขอใช้สิทธิของจำเลยและให้ค่าตอบแทนครั้งละ 1,000 บาท ถึง 2,000 บาท เห็นว่านายสวงค์พยานโจทก์รู้จักจำเลยเพราะเคยไปประมูลซื้อรถจักรยานยนต์ที่โกดังเก็บรถของผู้เสียหายและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ จำเลยเองก็เบิกความเจือสมว่า ร่วมกับนายพิสุทธิ์นำรถจักรยานยนต์ไปขายให้นายสวงค์ พฤติการณ์ของจำเลยที่ร่วมกับนายพิสุทธิ์นำรถจักรยานยนต์ที่อยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายไปเสนอขายให้นายสวงค์หลายครั้งโดยไม่ผ่านวิธีการประมูลขายตามปกติ แม้จำเลยจะอ้างว่านายพิสุทธิ์บอกจำเลยว่าผู้เสียหายให้สิทธิแก่ลูกจ้างนำรถจักรยานยนต์ไปขายได้คนละ 2 คันต่อเดือน แต่จำเลยก็ไม่ได้นำสืบยานหลักฐานให้เห็นว่าผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างได้แจ้งสิทธิดังกล่าวให้จำเลยหรือลูกจ้างอื่น ๆ ทราบด้วยตนเองโดยทางวาจาหรือลายลักษณ์อักษรอย่างไรหรือไม่ นอกจากนี้ ยังปรากฏตามหลักฐานใบรับรถจักรยานยนต์ ว่าจำเลยกับนายพิสุทธิ์ไปรับรถจักรยานยนต์จากบริษัทอิออนธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) จำนวน 20 คัน แล้วนำรถทั้งหมดไปเสนอขายโดยไม่ผ่านการประมูลในระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม 2551 ถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2551 เป็นการขายรถรวม 20 คัน ภายในระยะเวลา 2 เดือนเศษ เกินกว่าสิทธิตามที่จำเลยอ้างว่าสามารถนำรถไปขายได้คนละ 2 คันต่อเดือน ข้ออ้างของจำเลยจึงเลื่อนลอยไม่น่าเชื่อถือ ประกอบกับนายสวงค์เบิกความถึงพฤติการณ์ของจำเลยว่า ในการเสนอขายรถจักรยานยนต์นั้น บางครั้งจำเลยมาคนเดียว บางครั้งจำเลยมากับนายพิสุทธิ์บางครั้งนายพิสุทธิ์มาคนเดียว ซึ่งจำเลยเองก็รับว่านายพิสุทธิ์จ่ายค่าตอบแทนให้จำ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง