คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2555
ฎีกาที่ 12564/2555
หลักกฎหมาย
ขณะเกิดเหตุช่วงแรกที่จำเลยที่ 1 ขอโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายนั้น จำเลยที่ 2 นั่งอยู่ที่ม้าหินอ่อนหันหลังให้ผู้เสียหายและขณะที่ผู้เสียหายยื้อแย่งโทรศัพท์มือถือกับจำเลยที่ 1 และถูกจำเลยที่ 1 ผลักอก ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีท่าทีลุกขึ้นมาช่วยเหลือจำเลยที่ 1 หรือไม่ อย่างไร รวมทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 พูดจาข่มขู่ผู้เสียหายให้ยอมทำตามคำขอของจำเลยที่ 1 และก่อนเกิดเหตุไม่นานขณะจำเลยที่ 1 ไปพูดขอยืมรถจักรยานยนต์จากผู้เสียหายที่ร้านเกม ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มากับจำเลยที่ 1 ด้วย แม้จำเลยที่ 2 ช่วยถอดซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหาย ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ใช้ให้ถอด ตามพยานหลักฐานของโจทก์จึงมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 2 ร่วมคบคิดกับจำเลยที่ 1 วางแผนชิงทรัพย์โทรศัพท์มือถือจากผู้เสียหายหรือไม่ แต่การที่จำเลยที่ 2 อยู่ในที่เกิดเหตุและใกล้ชิดกับเหตุการณ์ย่อมต้องได้ยินคำพูดโต้ตอบระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยที่ 1 ว่า ผู้เสียหายไม่ยอมให้จำเลยที่ 1 ยืมโทรศัพท์มือถือและขอโทรศัพท์มือถือคืนจากจำเลยที่ 1 รวมทั้งเห็นผู้เสียหายยื้อแย่งโทรศัพท์มือถือคืนจากจำเลยที่ 1 ย่อมต้องรู้ว่าจำเลยที่ 1 เอาโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายไปโดยมิชอบ การที่จำเลยที่ 1 ไม่ยินยอมคืนโทรศัพท์มือถือให้ผู้เสียหาย และเมื่อถูกผู้เสียหายยื้อแย่ง จำเลยที่ 1 ส่งโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายให้จำเลยที่ 2 รับไว้ จากนั้นจำเลยทั้งสองวิ่งขึ้นรถจักรยานยนต์ขับหลบหนีไป ถือเป็นการให้ความช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานสนับสนุนจำเลยที่ 1 ชิงทรัพย์ผู้เสียหายโดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อพาทรัพย์นั้นไป ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดดังกล่าวได้เพราะโทษเบากว่าความผิดฐานเป็นตัวการ จึงมิได้เป็นการเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคแรก
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 340 ตรี, 93, 83 และเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 ขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 1 อายุยังไม่เกิน 20 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสาม จำเลยที่ 1 จำคุก 10 ปี จำเลยที่ 2 จำคุก 15 ปี เพิ่มโทษแก่จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (13) เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 รวม 22 ปี 6 เดือน คำเบิกความของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 14 ปี 12 เดือน จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ด.ช. จ. ผู้เสียหาย อายุ 14 ปีเศษ รู้จักและสนิทสนมกับจำเลยที่ 1 แต่ไม่สนิทสนมกับจำเลยที่ 2 ขณะผู้เสียหายกำลังเล่นเกมที่ร้านในอาคาร ซี 9 ของเมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี นายโทนี่ซึ่งเป็นเพื่อนผู้เสียหายได้ตามตัวผู้เสียหายไปพบจำเลยที่ 1 ที่มุมตึกของอาคารห่างจากร้านเกมประมาณ 10 เมตร ไปถึงพบจำเลยทั้งสองอยู่ด้วยกันที่โต๊ะม้าหินอ่อน แล้วจำเลยที่ 1 พูดขอยืมโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหาย ผู้เสียหายมอบโทรศัพท์มือถือให้จำเลยที่ 1 จากนั้นจำเลยทั้งสองออกจากที่เกิดเหตุไปโดยรถจักรยานยนต์มีจำเลยที่ 2 เป็นคนขับ คืนเดียวกับนายภูษิต บิดาผู้เสียหายพาเจ้าพนักงานตำรวจไปที่ห้องพักของจำเลยทั้งสองที่อาคาร ที 5 ของเมืองทองธานี และถามหาโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 จึงนำโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายมาคืน มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันชิงเอาโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายไปหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่า เมื่อผู้เสียหายถูกตามตัวมาพบจำเลยที่ 1 ในที่เกิดเหตุแล้ว จำเลยที่ 1 พูดว่า "ขอยืมโทรศัพท์โทรได้ไหม" ผู้เสียหายยื่นโทรศัพท์ให้ จำเลยที่ 1 รับแล้วพลิกดูไปมาและพูดว่า "พี่ขอยืมจำนำหน่อยเพราะไม่มีเงิน" ผู้เสียหายบอกว่า "คงไม่ได้เดี๋ยวพ่อผมด่า" จึงขอคืน จำเลยที่ 1 ไม่คืนแต่พูดขอยืม ผู้เสียหายจึงยื่นมือจะหยิบโทรศัพท์มือถือคืนมาแต่ถูกจำเลยที่ 1 สะบัดมือและผลักอก แล้วจำเลยที่ 1 ส่งโทรศัพท์มือถือให้จำเลยที่ 2 จากนั้นจำเลยทั้งสองพากันวิ่งขึ้นรถจักรยานยนต์ขับออกไปจากที่เกิดเหตุทันที ผู้เสียหายจึงวิ่งไปที่ร้านเกมขอยืมโทรศัพท์มือถือของเพื่อนโทรศัพท์แจ้งให้บิดาทราบ แล้วขับรถจักรยานยนต์ไปหาบิดาที่ห้อง แจ้งว่าโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายถูกลักไป จำเลยที่ 1 เองก็เบิกความรับว่าในคืนเกิดเหตุมีผู้เสียหาย บิดาผู้เสียหายและเจ้าพนักงานตำรวจมาพบจำเลยที่ 1 ที่ห้องพักและถามหาโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 คืนโทรศัพท์มือถือให้ แสดงว่า เรื่องที่ผู้เสียหายขอยืมโทรศัพท์ของเพื่อนแจ้งเหตุให้บิดาทราบในทันทีมิใช่คำเบิกความลอย ๆ หรือเป็นคำเบิกความเท็จดังที่จำเลยที่ 1 แก้ฎีกา ทั้งเป็นการแสดงอยู่ว่าเรื่องที่จำเลยทั้งสองเอาโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายไปเป็นเรื่องร้ายแรงที่ผู้เสียหายตระหนกตกใจกลัว จึงรีบแจ้งเหตุให้บิดาทราบในทันทีทางโทรศัพท์ก่อนเดินทางไปพบบิดา ซึ่งหากเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำโทรศัพท์มือถือไปจำนำเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ให้ได้เงินมาชำระค่าห้องเช่าจริง และผู้เสียหายกลัวถูกบิดาดุด่า ก็ควรเก็บเรื่องเงียบไว้ ไม่มีเหตุผลที่ผู้เสียหายจะต้องร้อนรนแจ้งให้บิดาทราบจนถึงขั้นดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองโดยไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายกับจำเลยทั้งสองมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน ส่วนที่จำเลยที่ 1 แก้ฎีกาว่า พฤติการณ์ที่ผู้เสียหายถอดซิมการ์ดของโทรศัพท์มือถือไปแสดงว่า ผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยที่ 1 ยืมโทรศัพท์มือถือนั้น ผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยว่า ขณะที่ผู้เสียหายเห็นจำเลยที่ 1 เอาโทรศัพท์มือถือไป ผู้เสียหายคิดอะไรไม่ออกจึงตัดสินใจพูดขอซิมโทรศัพท์มือถือออกมา และจำใจให้โทรศัพท์มือถือแก่จำเลยที่ 1 ไปโดยขณะถอดซิมการ์ดใช้เวลานานพอสมควรเนื่องจากผู้เสียหายมือสั่นเพราะรู้สึกกลัว และเบิกความตอบโจทก์ถามติงย้ำในเรื่องเดียวกันว่า เมื่อจำเลยที่ 1 จะเอาโทรศัพท์ไปผู้เสียหายจึงพูดว่า ขอซิมการ์ดคืนก่อนได้ไหม และด้วยความกลัวจำเลยทั้งสองจะทำร้าย เมื่อถอดซิมการ์ดออกแล้ว จึงโยนโทรศัพท์มือถือลงบนโต๊ะม้าหินอ่อน เหตุที่กลัวจะถูกทำร้ายเพราะช่วงแรกเมื่อผู้เสียหายขอโทรศัพท์คืน แต่จำเลยที่ 1 ไม่คืนให้จนมีการยื้อแย่งกระชากกัน เมื่อเห็นจำเลยที่ 1 ไม่ยอมคืน จึงกลัวจะถูกทำร้ายเพราะพฤติกรรมเหมือนกับจะมาปล้น เป็นคำเบิกความที่มีรายละเอียดตรงไ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง