คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2565
ฎีกาที่ 1266/2565
หลักกฎหมาย
แม้จําเลยยกข้อต่อสู้ในคำให้การว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้วินิจฉัย โดยวินิจฉัยประเด็นอื่นและพิพากษาให้จําเลยที่ 1 เป็นฝ่ายแพ้คดี จําเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคําพิพากษาศาลชั้นต้นที่ไม่วินิจฉัยประเด็นฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมมาด้วยนั้น ปัญหาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน คดีไม่มีประเด็นฟ้องโจทก์เคลือบคลุมในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246 ปัญหาการวินิจฉัยนอกประเด็นดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์ไม่ยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) คดีก่อนจําเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้กับพวกรวม 9 คน เป็นจําเลย เรียกเงินตามสัญญาซื้อขายส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจําเลยทั้งสองเรียกเงินที่ได้ชําระแก่จําเลยที่ 1 ก่อนมีการทำสัญญาซื้อขายฉบับที่มี การฟ้องร้องกันในคดีก่อน ทั้งจําเลยทั้งสองให้การในคดีนี้ว่าโจทก์ไม่จ่ายเงินตามสัญญา ดังนี้ ประเด็นในคดีนี้กับคดีก่อนเป็นคนละประเด็น จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,923,015 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,237,600 บาท (ที่ถูก นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,923,015 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,237,600 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 ตุลาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เสียด้วย ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์จำกัดตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2553 วันที่ 22 ธันวาคม 2553 และวันที่ 30 มีนาคม 2554 โจทก์ทำสัญญาเปิดวงเงินสินเชื่อซื้อสินค้าเคมีการเกษตรจากจำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้กระทำการแทนจำเลยที่ 1 รวม 3 ฉบับ วงเงิน 1,676,000 บาท 4,942,000 บาท และ 5,238,000 บาท ตามลำดับ ก่อนคดีนี้ จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์กับพวกรวม 9 คน เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 160/2555 หมายเลขแดงที่ 383/2558 ของศาลจังหวัดนครนายก ขอให้ร่วมกันชำระเงินตามหนังสือสัญญาซื้อขายเคมีการเกษตร ลงวันที่ 30 มีนาคม 2554 จำนวน 5,238,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โจทก์กับพวกซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวให้การว่า ได้รับสินค้าไม่ครบถ้วน และชำระค่าสินค้าเกินไป 1,237,600 บาท จึงไม่ต้องรับผิด ศาลจังหวัดนครนายกวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 (โจทก์คดีนี้) กับพวกต้องชำระค่าสินค้าเฉพาะที่ได้รับไว้ตามใบส่งของชั่วคราวเป็นเงิน 284,800 บาท พร้อมดอกเบี้ย โจทก์ (จำเลยที่ 1 คดีนี้) อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ (จำเลยที่ 1 คดีนี้) ฎีกา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา วันที่ 18 ตุลาคม 2561 โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีแต่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คดีในส่วนของตน คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้วินิจฉัย โดยวินิจฉัยประเด็นอื่นและพิพากษาให้จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายแพ้คดี จำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาชั้นต้นที่ไม่วินิจฉัยประเด็นฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมมาด้วยนั้น ปัญหาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน คดีไม่มีประเด็นฟ้องโจทก์เคลือบคลุมในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตร 142 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246 ปัญหาการวินิจฉัยนอกประเด็นดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์ไม่ยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อต่อไปว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 383/2558 ของศาลจังหวัดนครนายก ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า ในเรื่องฟ้องซ้ำ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 บัญญัติไว้ว่า คดีที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้อง ฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ... ได้ความว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 925/2545 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้กับพวกรวม 9 คนเป็นจำเลย เรียกเงินตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม 2554 ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเรียกเงินที่ได้ชำระแก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2553 จำนวน 208,800 บาท และวันที่ 21 มีนาคม 2554 จำนวน 1,992,000 บาท ก่อนมีการทำสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม 2554 ที่มีการฟ้องร้องกันในคดีดังกล่าว ทั้งจำเลยทั้งสองให้การในคดีนี้ว่าโจทก์ไม่จ่ายเงินตามสัญญาลงวันที่ 30 มีนาคม 2554 ดังนี้ ประเด็นในคดีนี้กับคดีก่อนเป็นคนละประเด็น จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง