ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2557

ฎีกาที่ 12701/2557

หลักกฎหมาย

อุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง การพิจารณาทุนทรัพย์พิพาทต้องพิจารณาแต่ละเดือนภาษีเป็น 1 ข้อหา แยกออกจากกันได้ เมื่อเดือนภาษีเมษายน 2548 เดือนภาษีกรกฎาคม 2548 และเดือนภาษีพฤศจิกายน 2548 มีทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25 โจทก์ซื้อที่ดินที่มีไม้โตเร็วปลูกอยู่และขายไม้โตเร็วให้แก่บริษัท ช. โดยมีเหตุผลให้เชื่อว่าเจ้าของที่ดินเดิมผู้ขายที่ดินให้โจทก์น่าจะขายที่ดินในราคารวมต้นไม้โตเร็วที่ปลูกไว้และโจทก์รับซื้อไว้โดยคาดเห็นว่าจะนำไปขายหาประโยชน์ต่อไปได้ โดยใช้เวลาในการดูแลต้นไม้เพื่อขายพอสมควร อันเป็นพฤติการณ์ที่เชื่อได้ว่าโจทก์ได้ประกอบการขายไม้โตเร็วตามคำนิยามมาตรา 77/1 (5) แห่ง ป.รัษฎากร และเมื่อโจทก์ขายไม้โตเร็วให้แก่บริษัท ช. เพื่อนำไม้ไปใช้ก่อสร้างโรงเรือนเลี้ยงสุกรอันเป็นการขายต้นไม้ในลักษณะเพื่อเป็นไม้ที่ใช้ในการก่อสร้างโรงเรือน เป็นการขายต้นไม้เพื่อให้ผู้ซื้อโค่นเป็นท่อนแล้วเลื่อยแปรรูปเพื่อทำเป็นเสาเข็มหรือใช้ในการก่อสร้าง ต้องด้วยลักษณะของไม้ซุงและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการเลื่อยไม้ อันเป็นลักษณะยกเว้นที่ไม่ถือเป็นการขายพืชผลทางการเกษตรที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 81 (1) ก โจทก์จึงมีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มตาม มาตรา 77/2 (1) บทบัญญัติแห่ง ป.รัษฎากร มิได้ห้ามเจ้าพนักงานประเมินแก้ไขการประเมินที่ผิดพลาดให้ถูกต้องได้ เมื่อเจ้าพนักงานประเมินยกเลิกการประเมินครั้งแรกเพราะเห็นว่าไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจประเมินใหม่ตามที่เห็นว่าถูกต้องได้ แม้การประเมินครั้งหลังจะทำให้โจทก์ต้องชำระภาษีมากกว่าการประเมินครั้งแรก แต่มีผลทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีเพียงครั้งเดียว มิใช่การประเมินซ้ำซ้อนและยังคงเป็นการประเมินในเรื่องเดิม การที่เจ้าพนักงานประเมินแจ้งยกเลิกใบแจ้งภาษีอากรแล้วประเมินใหม่จึงชอบแล้ว

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.11 นศ/42 ถึง 50/2551 ลงวันที่ 31 มกราคม 2551 หากโจทก์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มก็ของดเบี้ยปรับด้วย จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.11 นศ/42/2551 ลงวันที่ 31 มกราคม 2551 สภ.11 นศ/43/2551 ลงวันที่ 31 มกราคม 2551 สภ.11 นศ/44/2551 ลงวันที่ 31 มกราคม 2551 สภ.11 นศ/45/2551 ลงวันที่ 31 มกราคม 2551 สภ.11 นศ/46/2551 ลงวันที่ 31 มกราคม 2551 สภ.11 นศ/47/2551 ลงวันที่ 31 มกราคม 2551 สภ.11 นศ/48/2551 ลงวันที่ 31 มกราคม 2551 สภ.11 นศ/49/2551 ลงวันที่ 31 มกราคม 2551 สภ.11 นศ/50/2551 ลงวันที่ 31 มกราคม 2551 โดยให้งดเบี้ยปรับเสียทั้งสิ้น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ตามหนังสือรับรอง โจทก์ซื้อที่ดินจากเจ้าของเดิมเนื้อที่ประมาณ 900 ไร่ ซึ่งมีไม้โตเร็วที่เจ้าของที่ดินเดิมปลูกไว้จำพวกต้นสน ต้นสะเดา ต้นกระถินณรงค์ และต้นไม้อื่นๆ ทั้งต้นเล็กและต้นใหญ่จำนวนมาก และโจทก์ขายต้นไม้ในที่ดินดังกล่าวในลักษณะเหมายกแปลง โดยผู้ซื้อตัดและขนย้ายเอง ไม่มีการนับจำนวนต้นหรือปริมาณที่ขาย วันที่ 5 มิถุนายน 2549 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 68 และมาตรา 69 (ภ.ง.ด.50) รอบระยะเวลาบัญชีปี 2548 โดยแสดงภาษีที่ต้องชำระเพิ่ม 197,309.52 บาท และชำระค่าภาษีจำนวนดังกล่าวแล้ว ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ ภ.พ 73.1 11800010-25491012-005-00006 ถึง 00011 ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2549 และเลขที่ ภ.พ 73.1 11800010-25491013-005-00012 ถึง 00014 ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2549 สำหรับเดือนภาษีมีนาคมถึงเดือนภาษีพฤศจิกายน 2548 รวม 9 ฉบับ ให้โจทก์ชำระเงิน 411,981 บาท ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 199 ถึง 217 วันที่ 10 พฤศจิกายน 2549 โจทก์อุทธรณ์การประเมินตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 143 ถึง 145 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งการยกเลิกใบแจ้งภาษีอากรไปยังโจทก์โดยอ้างว่า เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 นำรายรับ 424,800 บาท มาเป็นฐานในการคำนวณภาษีสำหรับเดือนภาษีมีนาคม 2548 ทำให้การออกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ดังกล่าวข้างต้นคลาดเคลื่อนไป จำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่เลขที่ ภ.พ 73.1 11800010-25500530-005-00260 ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 สำหรับเดือนภาษีมีนาคม 2548 แทนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มฉบับที่ขอยกเลิก โดยให้โจทก์ชำระภาษี 71,736 บาท เงินเพิ่ม 29,053.08 บาท และเบี้ยปรับ 143,472 บาท รวมเป็นเงิน 244,261.08 บาท วันที่ 4 กรกฎาคม 2550 โจทก์อุทธรณ์การประเมินสำหรับเดือนภาษีมีนาคม 2548 วันที่ 30 สิงหาคม 2550 โจทก์มีหนังสือขอเพิ่มเติมเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2550 วันที่ 11 มีนาคม 2551 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ลดเบี้ยปรับลงคงเรียกเก็บร้อยละ 50 สำหรับเดือนภาษีมีนาคมถึงเดือนภาษีพฤศจิกายน 2548 ให้โจทก์ชำระเงินรวม 387,770 บาท โจทก์อุทธรณ์โดยฟ้องเป็นคดีนี้มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการขายสินค้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าว เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลภาษีอากรกลางที่วินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม อันเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อจำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยสำหรับแต่ละเดือนภาษีพิพาทรวม 9 ฉบับ การพิจารณาทุนทรัพย์ที่พิพาทจึงต้องพิจารณาแต่ละเดือนภาษีพิพาทเป็น 1 ข้อหา แยกออกจากกันได้ เมื่อเดือนภาษีเมษายน 2548 เดือนภาษีพฤษภาคม 2548 เดือนภาษีมิถุนายน 2548 เดือนภาษีกรกฎาคม 2548 และเดือนภาษีพฤศจิกายน 2548 มีทุนทรัพย์ที่พิพาทแต่ละเดือนภาษีไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัยให้ แต่สำหรับเดือนภาษีมีนาคม 2548 เดือนภาษีสิงหาคม 2548 ถึงเดือนภาษีตุลาคม 2548 นั้น ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (5) บัญญัติถึงความหมายของคำว่าผู้ประกอบการว่า บุคคลซึ่งขายสินค้าหรือให้บริการในทางธุรกิจหรือวิชาชีพ ไม่ว่าการกระทำดังกล่าวจะได้รับประโยชน์หรือได้รับค่าตอบแทนหรือไม่ และไม่ว่าจะได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง