คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2558
ฎีกาที่ 12714/2558
หลักกฎหมาย
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดตาม พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 กับฐานแจ้งความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน แม้การกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้โจทก์ถูกถอนชื่อออกจากบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น แต่ราคาหุ้นต่อหน่วยรวมเป็นเงิน 8,000,000 บาท ไม่ใช่ความเสียหายที่เป็นผลโดยตรงมาจากการกระทำอันเป็นความผิดทั้งสองฐานตามฟ้อง จึงมิใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่โจทก์จะขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ให้ในคดีนี้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องอันเป็นการรับฟ้องในคดีส่วนแพ่งด้วยจึงเป็นการมิชอบ
มาตราที่อ้างถึง
ป.อ. 137ป.วิ.อ. 40พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 42
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 (1) (2) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินคืนแก่โจทก์ 8,000,000 บาท ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การ และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ต่อมาในวันนัดฟังคำพิพากษา จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิม โดยขอให้การใหม่เป็นปฏิเสธ ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 (1) (2) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ กับฐานแจ้งความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสองกระทงละ 10 เดือน รวมสองกระทงจำคุกคนละ 20 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 10 เดือน โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่า มีเหตุอันควรอนุญาตให้จำเลยทั้งสองแก้คำให้การหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองดำเนินคดีโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์เพราะหลงเชื่อบุคคลภายนอกที่ตกลงชดใช้เงินให้แก่โจทก์ จึงถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธเป็นรับสารภาพ ทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดและจำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาประวิงคดีนั้น ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 23 มิถุนายน 2555 ว่า ในระหว่างที่โจทก์อ้างตนเองเข้าเป็นพยานเบิกความ ศาลชั้นต้นไกล่เกลี่ยคู่ความจนจำเลยทั้งสองยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ 3,000,000 บาท แบ่งชำระเป็น 3 งวด และเมื่อจำเลยทั้งสองชำระเงินครบถ้วนแล้วโจทก์จะถอนฟ้อง โดยจำเลยทั้งสองถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธเป็นรับสารภาพ ต่อมาในวันนัดฟังคำพิพากษาซึ่งตรงกับวันนัดชำระเงินงวดแรก จำเลยทั้งสองกลับแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าบุคคลภายนอกที่ตกลงเป็นผู้ชดใช้ค่าเสียหายปฏิเสธโดยผลักภาระให้จำเลยทั้งสองรับผิดชอบ และจำเลยทั้งสองมีพยานหลักฐานที่จะแสดงได้ว่ามิได้กระทำความผิดตามฟ้องนั้น การที่จำเลยทั้งสองอ้างว่ารับสารภาพโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์เพราะหลงเชื่อบุคคลภายนอกที่ตกลงชดใช้เงินให้แก่โจทก์จึงให้การรับสารภาพ เป็นข้อตกลงระหว่างจำเลยทั้งสองกับบุคคลภายนอกซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาล จำเลยทั้งสองมีทนายความเข้าว่าต่างแก้ต่างเพื่อรักษาสิทธิของจำเลยทั้งสอง และทนายจำเลยทั้งสองมาศาลด้วยในวันที่จำเลยทั้งสองขอแก้ไขคำให้การ ทั้งตามคำแถลงของคู่ความมีข้อตกลงว่า โจทก์จะถอนฟ้องต่อเมื่อจำเลยทั้งสองชำระเงินตามข้อตกลงครบถ้วน จำเลยทั้งสองควรทราบดีว่าจำเลยทั้งสองจะยังไม่หลุดพ้นจากความรับผิดทางอาญา จนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้ตามข้อตกลงครบถ้วนแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจ ดังนี้ การที่จำเลยทั้งสองขอแก้คำให้การเป็นให้การปฏิเสธ โดยอ้างเหตุเพียงว่าบุคคลภายนอกที่ตกลงชดใช้ค่าเสียหายแทนจำเลยทั้งสองไม่ยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ และอ้างว่าจำเลยทั้งสองมีพยานหลักฐานที่จะแสดงได้ว่ามิได้กระทำความผิดตามฟ้อง จึงถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีมีเหตุอันควรที่จะอนุญาตให้จำเลยทั้งสองแก้คำให้การได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองแก้คำให้การจึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามคำฟ้องข้อ 3 ด้วยนั้น เห็นว่า คำฟ้องข้อ 3 โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการบริษัทชุมสินพารากอน จำกัด แจ้งความเท็จต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทและเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารของบริษัทดังกล่าว ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นได้รับความเสียหาย โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำความผิดหรือร่วมกระทำความผิด อันเป็นการประสงค์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดตามคำฟ้องข้อนี้ด้วย การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำฟ้องข้อนี้ด้วยและศาลอุทธ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง