คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2547
ฎีกาที่ 1272/2547
หลักกฎหมาย
การที่จำเลยตกลงยอมชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นหลังจากผิดนัดชำระหนี้ ข้อสัญญาเรื่องดอกเบี้ยเช่นนี้ จึงมีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายในรูปดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดไว้ล่วงหน้า อันถือเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 หากศาลเห็นว่าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วนก็มีอำนาจที่จะให้ลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อสั่งซื้อสินค้าจากผู้ขายในต่างประเทศ โดยขอให้โจทก์แจ้งผู้ขายผ่านธนาคารตัวแทนต่างประเทศว่า เมื่อผู้ขายส่งสินค้าลงเรือแล้วให้ผู้ขายเก็บเงินค่าสินค้าจากตัวแทนตามกำหนดระยะเวลาในเลตเตอร์ออฟเครดิต และจำเลยที่ 1 ตกลงจะชดใช้เงินค่าสินค้าพร้อมดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่โจทก์ดำเนินการแทนไป หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงยินยอมเสียดอกเบี้ยอัตราสูงสุดที่กำหนดโดยโจทก์ (ขณะทำคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตอัตราร้อยละ 18 ต่อปี) นับแต่วันที่สินค้ามาถึงประเทศไทยจนถึงวันชำระเสร็จ โจทก์ตกลงเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้ตามคำขอของจำเลยที่ 1 รวม 9 ฉบับ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในต้นเงิน 550,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย เมื่อสินค้าที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อมาถึงประเทศไทย โจทก์แจ้งจำเลยที่ 1 ทราบ พร้อมออกตั๋วแลกเงินสั่งให้จำเลยที่ 1 จ่ายให้แก่โจทก์ภายใน 360 วัน นับแต่วันที่ลงในตั๋วแลกเงินซึ่งตรงกับที่กำหนดในใบตราส่งสินค้า ต่อมาจำเลยที่ 1 ลงนามรับรองการจ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินทั้ง 9 ฉบับ และรับเอกสารจากโจทก์ไปออกสินค้าก่อน เมื่อครบกำหนดชำระเงินแก่ผู้เสียหาย โจทก์จึงจ่ายเงินค่าสินค้าแก่ผู้ขายแทนจำเลยที่ 1 และเรียกเก็บเงินตามตั๋วแลกเงินที่จำเลยที่ 1 รับรอง แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ดังนั้น จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระเงินแก่โจทก์เป็นต้นเงินตามตั๋วแลกเงินในเลตเตอร์ออฟเครดิตแต่ละฉบับตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันครบกำหนด พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดอัตราสูงสุดนับแต่วันครบกำหนดตามตั๋วแลกเงินแต่ละฉบับ ถึงวันฟ้องเป็นต้นเงิน 195,537,959.64 บาท ดอกเบี้ย 122,379,401.86 บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ย 317,917,361.50 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 317,917,361.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 195,537,959.64 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าได้ทำสัญญากับโจทก์จริง โจทก์คิดดอกเบี้ยไม่ชอบเพราะในเลตเตอร์ออฟเครดิตไม่ได้ระบุอัตราดอกเบี้ยไว้ชัดแจ้ง โจทก์จึงคิดดอกเบี้ยได้เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ภายในระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันผิดนัด หากโจทก์จะคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี โจทก์ต้องแจ้งให้จำเลยทั้งสามทราบก่อนเพราะตามพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 บัญญัติว่าให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเท่านั้นเป็นผู้กำหนด ดอกเบี้ยที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสามชำระจึงเป็นโมฆะ ฟ้องเคลือบคลุม และทรัพย์สินที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 วางเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 คุ้มมูลหนี้ที่จำเลยที่ 1 มีต่อโจทก์แล้ว โจทก์ไม่อาจบังคับเอาจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้อีก ขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 317,917,361.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 195,537,959.64 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 มีนาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามประการเดียวว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราต่างๆ ตามฟ้องได้เพียงใด โดยจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่า คำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต ข้อ 7 ทั้งเก้าฉบับตามเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.11 ระบุว่า จำเลยที่ 1 ยินยอมชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่กำหนดโดยโจทก์ มิได้ระบุอัตราดอกเบี้ยอย่างแจ้งชัด การที่โจทก์กำหนดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดขึ้นฝ่ายเดียว โดยมิได้แจ้งให้จำเลยทั้งสามทราบ ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยจึงเป็นโมฆะ และประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง อัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องนำสืบเมื่อโจทก์มิได้นำสืบถึงประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวโจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ตามฟ้อง โจทก์คงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนั้น เห็นว่า โจทก์ได้นำสืบถึงประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง อัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม พ.ศ.2535 ลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2535 ที่ให้ธนาคารพาณิชย์อาจคิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมได้ไม่เกินอัตราที่ธนาคารพาณิชย์ประกาศกำหนดแล้วตามเอกสารหมาย จ.18 (แผ่นที่ 1) โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยเกินไปจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีได้ ส่วนการประกาศเกี่ยวกับดอกเบี้ยเงินฝากที่ต้องจ่ายให้แก่ลูกค้าและดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่เรียกจากลูกค้านั้น ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2536 เอกสารหมาย จ.18 (แผ่นที่ 2) ข้อ 4 กำหนดว่า ให้ธนาคารพาณิชย์จัดส่งประกาศเกี
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง