คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2558
ฎีกาที่ 12734/2558
หลักกฎหมาย
แม้ที่ดินและหุ้นจะได้มาในระหว่างโจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตาย แต่เมื่อโจทก์กับผู้ตายไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ที่ดินและหุ้นดังกล่าวจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส อันจะถือเป็นสินสมรส ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) แม้ศาลจะมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายก็ฟังข้อเท็จจริงเพียงว่า เมื่อโจทก์เป็นภริยาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย โจทก์อาจมีสิทธิเป็นเจ้าของร่วมกันในทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกับผู้ตายจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะขอตั้งผู้จัดการมรดกได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงในเรื่องการมีส่วนได้เสียเพียงเพื่อวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกและควรตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่เท่านั้น แต่ไม่มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าที่ดินและหุ้นที่โจทก์ฟ้องขอแบ่งในคดีนี้เป็นทรัพย์สินที่โจทก์ร่วมทำมาหาได้กับผู้ตายหรือไม่ คำพิพากษาคดีดังกล่าวจึงไม่ผูกพันคู่ความให้ต้องรับฟังว่าที่ดินและหุ้นที่โจทก์ฟ้องขอแบ่งในคดีนี้เป็นทรัพย์สินที่โจทก์ทำมาหาได้ร่วมกับผู้ตายและโจทก์มีกรรมสิทธิ์ร่วมกึ่งหนึ่ง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าแบ่งทรัพย์กรรมสิทธิ์รวมตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง และจดทะเบียนโอนทรัพย์ตามพินัยกรรมให้แก่โจทก์ ถ้าไม่สามารถปฏิบัติได้ให้ใช้เงินในทรัพย์กรรมสิทธิ์รวมครึ่งหนึ่งเป็นเงิน 80,544,956 บาท ถ้าไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งห้าในการแบ่งทรัพย์กรรมสิทธิ์รวมและโอนทรัพย์ตามพินัยกรรมให้โจทก์ และหากตกลงแบ่งทรัพย์กรรมสิทธิ์รวมกันไม่ได้ ให้เอาทรัพย์นั้นตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง ให้กองมรดกรับผิดเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 80,544,956 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะโอนทรัพย์แบ่งกรรมสิทธิ์รวมให้แก่โจทก์แล้วเสร็จ จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันจดทะเบียนแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 50897 และ 119045 (เก่า) หรือ 170562 (ใหม่) ตำบลพระโขนง อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โฉนดเลขที่ 19729 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โฉนดเลขที่ 13709 และ 13710 ตำบลคลองเตย (ที่ 11 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โฉนดเลขที่ 7026 ตำบลคลองตัน (ที่11 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โฉนดเลขที่ 16978 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และแบ่งหุ้นบริษัทเพชรบุรีการแพทย์ จำกัด (หุ้นโรงพยาบาลเพชรเวช) ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งห้า และหากไม่สามารถปฏิบัติได้ให้ใช้เงินกึ่งหนึ่งของราคาทรัพย์สินกรรมสิทธิ์รวมที่โจทก์มีสิทธิรับตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้อง คำขออื่นให้ยก ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้จำนวน 40,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 20,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ประการต่อไปว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 50897 และ 119045 (เก่า) หรือ 170562 (ใหม่) ตำบลพระโขนง อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โฉนดเลขที่ 19729 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โฉนดเลขที่ 7026 ตำบลคลองตัน (ที่ 11 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โฉนดเลขที่ 13709 และ 13710 ตำบลคลองเตย (ที่ 11 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร และหุ้นในบริษัทเพชรบุรีการแพทย์ จำกัด ตามฟ้อง เป็นทรัพย์สินที่โจทก์กับนายสุจิตร ผู้ตาย ทำมาหาได้ร่วมกันระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยาหรือไม่ ในข้อนี้ศาลชั้นต้นฟังว่า ที่ดินและหุ้นดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างโจทก์กับผู้ตายอยู่กินฉันสามีภริยาจึงต้องถือว่าเป็นทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน ศาลอุทธรณ์ฟังว่า โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยาและมีเจตนาร่วมทำกินกับผู้ตายเกิดทรัพย์สินระคนกัน ไม่ว่าทรัพย์สินจะได้มาจากทรัพย์สินหรือแรงงานของฝ่ายใดก็ต้องถือว่ามีเจตนาเป็นเจ้าของร่วมกัน ย่อมเป็นกรรมสิทธิ์รวมของบุคคลทั้งสองคนละครึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1357 เห็นว่า ในเรื่องการอยู่กินฉันสามีภริยาระหว่างโจทก์กับผู้ตายโดยไม่จดทะเบียนสมรสตั้งแต่ปี 2514 จนกระทั่งผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อปี 2527 นั้น ในคดีที่โจทก์ร้องขอจัดการมรดกของผู้ตาย ศาลแพ่งมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และนางสุวรรณี ในฐานะมารดาผู้แทนโดยชอบธรรมของจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นผู้คัดค้านในคดีดังกล่าวเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับโจทก์ โดยฟังว่าโจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตายจนถึงแก่ความตายจริงตามสำเนาคำพิพากษา คดีถึงที่สุดตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6236-6237/2537 คำพิพากษาย่อมผูกพันคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 จึงต้องฟังว่า โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตายตั้งแต่ปี 2514 จนกระทั่งผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อปี 2527 จริง อย่างไรก็ดี แม้ที่ดินและหุ้นดังกล่าวจะได้มาในระหว่างโจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตาย แต่เมื่อโจทก์กับผู้ตายไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ที่ดินและหุ้นดังกล่าวจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส อันจะถือเป็นสินสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) เพราะทรัพย์สินที่ได้มาอันจะถือเป็นสินสมรสได้ก็ต่อเมื่อมีการสมรสชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์มิได้จดทะเบียนสมรสกับผู้ตาย โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 ถึงแม้ในคดีหมายเลขแดงที่ 2076/2530 ของศาลแพ่ง ศาลจะมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายก็เพียงฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อโจทก์เป็นภริยาโดยไม่ช
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง