คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2543
ฎีกาที่ 1274/2543
หลักกฎหมาย
โจทก์ระบุชื่อฟ้องจำเลยที่ 2 ว่า "พ.ในฐานะผู้จัดการสายเดินเรือเมอร์ก สาขากรุงเทพฯ" และบรรยายฟ้องเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ว่า "จำเลยที่ 2เป็นตัวแทนบริหารงานและธุรกิจของจำเลยที่ 1 สาขาในประเทศไทยมีอำนาจเช่น ดำเนินกิจการประจำวันโดยทั่วไปของบริษัทดังกล่าวในประเทศไทยลงนามในเอกสารต่าง ๆ ดำเนินการฟ้องร้องและต่อสู้ในศาลไทย ใช้และลงชื่อในนามสาขาของบริษัทและมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการสายเดินเรือเมอร์กสาขากรุงเทพฯ เป็นการกล่าวบรรยายฟ้องถึงสถานภาพของ พ. โดยเฉพาะว่ามาเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 และสาขาของจำเลยที่ 1 คือสายเดินเรือเมอร์กสาขากรุงเทพฯ อย่างไร ซึ่งเห็นได้ชัดว่า พ.เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1ในประเทศไทยและได้รับแต่งตั้งจากจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการสายเดินเรือเมอร์ก สาขากรุงเทพฯ ด้วยเท่านั้น การที่ พ.มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการสายเดินเรือเมอร์กสาขากรุงเทพฯ จึงอยู่ในคนละสถานภาพกับสายเดินเรือเมอร์ก สาขากรุงเทพฯกรณีตามคำฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้อง พ. ในฐานะส่วนตัวเป็นจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เป็นเพียงตัวแทนผู้ได้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1ให้ทำการแทนในประเทศไทยเท่านั้น ทั้งไม่ได้ความว่า จำเลยที่ 2เป็นผู้รับขนร่วมกับจำเลยที่ 1 หรือเป็นตัวแทนจำเลยที่ 1 เข้าทำสัญญารับขนส่งสินค้าที่โจทก์รับประกันภัย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ตามกฎข้อบังคับของการท่าเรือแห่งประเทศไทยที่ใช้บังคับที่ท่าเรือกรุงเทพอันเป็นท่าปลายทางในขณะเกิดเหตุไม่อนุญาตให้ผู้ขนส่งมอบสินค้าอันตรายให้เจ้าหน้าที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยโดยผู้ขนส่งต้องเก็บรักษาไว้เอง ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ได้เช่าพื้นที่จากการท่าเรือแห่งประเทศไทยเพื่อใช้เก็บสินค้าอันตรายและจัดให้มีเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ดูแลรักษาสินค้านั้นเอง จึงถือไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบของไว้กับเจ้าหน้าที่หรือบุคคลใด ๆ ซึ่งกฎหมายหรือกฎข้อบังคับที่ใช้อยู่ณ ท่าปลายทางกำหนดให้ผู้ขนส่งต้องมอบของที่ขนถ่ายขึ้นจากเรือไว้กับเจ้าหน้าที่หรือบุคคลดังกล่าว อันจะทำให้สินค้านั้นพ้นไปจากความดูแลของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534มาตรา 40(3) และมาตรา 39 แต่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ยังคงเก็บรักษาดูแลสินค้าไว้เพื่อส่งมอบแก่ผู้รับตราส่งต่อไป เรือของจำเลยที่ 1 ขนส่งสินค้ามาถึงท่าเรือกรุงเทพอันเป็นท่าปลายทางเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2536 อันเป็นโอกาสแรกที่จะส่งมอบของได้และเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2536 จำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงผู้รับตราส่งยอมรับผิดไม่เกินความรับผิดสูงสุดของผู้ขนส่ง อันถือได้ว่าเป็นการยอมรับสภาพหนี้ซึ่งทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(1) และโจทก์ ฟ้องคดีนี้วันที่ 20 เมษายน 2537 ซึ่งอยู่ภายในเวลา 1 ปี นับแต่ วันที่จำเลยที่ 1 ยอมรับสภาพหนี้ คดีของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ตามใบตราส่งด้านหลังซึ่งมีเงื่อนไขเกี่ยวกับจำนวนเงินที่จะชดใช้ค่าเสียหายในข้อ 11.3 ว่า กรณีสินค้าสูญหายหรือเสียหายให้คิดค่าเสียหายไม่เกิน 2 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อน้ำหนักรวม 1 กิโลกรัมในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยโจทก์คิดอัตราแลกเปลี่ยน1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 25.5 บาท และตามรายการสินค้า (Packinglist)สินค้าที่เสียหาย 2 หน่วย มีน้ำหนักรวม 848 กิโลกรัม เป็นน้ำหนักสุทธิ818 กิโลกรัม จึงคิดเป็นค่าเสียหายสูงสุดตามที่ระบุในใบตราส่งที่คิด2 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ 1 กิโลกรัม ของน้ำหนักรวม 848 กิโลกรัม เป็นเงิน1,696 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวเป็นเงิน 43,248 บาท แต่ถ้าคิดตามการจำกัดความรับผิดตามมาตรา 58ตามหน่วยการขนส่ง 2 หน่วย ค่าเสียหายหน่วยละ 10,000 บาท เป็นเงิน20,000 บาท หรือคิดตามน้ำหนักสุทธิกิโลกรัมละ 30 บาท จากน้ำหนักสุทธิ818 กิโลกรัม เป็นเงิน 24,540 บาท เห็นได้ว่าการคิดค่าเสียหายตามข้อจำกัดความรับผิดที่กำหนดในใบตราส่งเป็นเงิน 43,248 บาท ดังกล่าว สูงกว่าค่าเสียหายที่คิดตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534มาตรา 58 ดังนี้ย่อมเป็นกรณีที่ผู้ส่งของและผู้ขนส่งตกลงกำหนดความรับผิดของผู้ขนส่งสูงกว่าที่กำหนดไว้ในมาตรา 58 จึงไม่นำการจำกัดความรับผิดตามมาตรา 58 มาใช้บังคับตามบทบัญญัติมาตรา 60(2)
มาตราที่อ้างถึง
ป.พ.พ. 193/14พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 3พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 39พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 40พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 41พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 46พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 58
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศเดนมาร์ก ประกอบกิจการค้าขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศใช้ชื่อทางการค้าว่า สายเดินเรือเมอร์ก มีสาขาในประเทศไทยใช้ชื่อว่าสายเดินเรือเมอร์ก สาขากรุงเทพฯ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนบริหารงานและธุรกิจของจำเลยที่ 1 สาขาในประเทศไทย โดยมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการสายเดินเรือเมอร์ก สาขากรุงเทพฯ เมื่อประมาณวันที่ 4 ถึง 20 เมษายน2536 จำเลยที่ 1 ได้รับจ้างบริษัทคิดดี เฟนวาล แห่งประเทศสหรัฐอเมริกาขนสินค้าเครื่องดับเพลิง น้ำหนักรวม 1,075 กิโลกรัม คิดเป็นปริมาตรได้145 ลูกบาศก์ฟุต โดยรับขนสินค้าช่วงต่อจากเรือซีแลนด์วอเยเจอร์เพื่อนำสินค้ามาส่งมอบให้แก่บริษัทบิลดิ้งออโต้เมทด์ จำกัด ที่กรุงเทพมหานครโดยเรือของจำเลยชื่อเมอร์ก เอเซีย เดสิโม บริษัทบิลดิ้งออโต้เมทด์ จำกัดผู้รับตราส่งได้เอาประกันภัยสินค้าดังกล่าวไว้กับโจทก์สำหรับความเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้นแก่สินค้าเต็มจำนวนราคาสินค้าที่รับขนเป็นจำนวนเงิน 41,357 ดอลลาร์สหรัฐ โดยมีเงื่อนไขว่าโจทก์จะต้องเสี่ยงภัยตลอดระยะทางที่ขนส่งจากท่าเรือนิวยอร์กประเทศสหรัฐอเมริกาถึงท่าเรือกรุงเทพ โดยไม่คำนึงว่าจะมีการถ่ายเรือระหว่างทางหรือไม่ เมื่อเรือเมอร์ก เอเซีย เดสิโม ของจำเลยที่ 1มาถึงคลองเตย กรุงเทพมหานครแล้ว จำเลยได้นำสินค้ามาเก็บที่คลองเตยในตู้สินค้าหรือตู้คอนเทนเนอร์ เลขที่ เอ็มเออียู 8017579 ต่อมาได้เกิดไฟไหม้ขึ้นในตู้สินค้าดังกล่าว อันเนื่องมาจากสินค้าประเภทไวไฟเมทิว ไอโซบิว คีโทนทำให้สินค้าของบริษัทบิลดิ้งออโต้เมทด์ จำกัด ถูกไฟไหม้เสียหายใช้การไม่ได้เพราะความประมาทของจำเลยที่ไม่เก็บสินค้าประเภทไวไฟไว้ต่างหาก สินค้าของผู้รับตราส่งได้รับความเสียหายคิดเป็นเงิน 853,033.01 บาท ผู้รับตราส่งได้เรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยแล้ว แต่จำเลยทั้งสองปฏิเสธที่จะชดใช้ค่าเสียหายเต็มจำนวน โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยจึงได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทบิลดิ้งออโต้เมทด์ จำกัด ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยเป็นเงิน 639,327.33 บาท เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2537 โจทก์จึงรับช่วงสิทธิจากบริษัทดังกล่าวและได้เรียกให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ชำระเงินถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 2,101.92 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน641,429.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน639,327.33 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่าบริษัทบิลดิ้งออโต้เมทด์ จำกัด สั่งซื้อสินค้าเครื่องดับเพลิงน้ำหนักรวม 1,075 กิโลกรัม คิดเป็นปริมาตร 145 ลูกบาศก์ฟุต จากบริษัทคิดดี เฟนวาลจำกัด ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและได้เอาประกันภัยไว้กับโจทก์ บริษัทคิดดีเฟนวาล จำกัด ว่าจ้างผู้ขนส่งให้ขนส่งสินค้าเครื่องดับเพลิงดังกล่าวและจำเลยที่ 1 ได้รับจ้างขนส่งช่วงต่อจากเรือซีแลนด์วอเยเจอร์มาส่งยังท่าเรือกรุงเทพ โดยจำเลยที่ 1 ใช้เรือชื่อเมอร์ก เอเซียเดสิโม เป็นพาหนะในการขนส่งเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2536 เรือเมอร์กเอเซีย เดสิโม เดินทางมาถึงท่าเรือกรุงเทพต่อมาวันที่ 12 เมษายน 2536 จึงได้มีการขนสินค้าเครื่องดับเพลิงดังกล่าวจำนวน 3 หน่วย ขึ้นจากเรือเมอร์ก เอเซีย เดสิโม โดยนำสินค้า 1 หน่วยไปเก็บในคลังสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ส่วนสินค้าอีก 2 หน่วยยังคงเก็บไว้ในตู้สินค้าหรือตู้คอนเทนเนอร์ที่วางอยู่ที่ลานพักสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2536 เกิดไฟไหม้สินค้าเครื่องดับเพลิง 2 หน่วย ที่อยู่ในตู้สินค้าเสียหาย บริษัทบิลดิ้ง ออโต้เมทด์จำกัด ได้เรียกร้องเอาค่าเสียหายจากโจทก์ โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยจึงชำระค่าเสียหายให้แก่บริษัทบิลดิ้งออโต้เมทด์ จำกัด เป็นเงิน39,327.33 บาท และเข้ารับช่วงสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดเป็นคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 2ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วยหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า แม้ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 3 จะถือว่าจำเลยที่ 2 ไม่ใช่ผู้ขนส่งอื่นแต่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบริษัทแม่ได้จดทะเบียนที่กระทรวงพาณิชย์เปิดสาขาประกอบธุรกิจในประเทศไทย ใช้ชื่อว่า "เมอร์ก สาขากรุงเทพฯ"รับขนส่งทางทะเล จึงต้องถือว่า จำเลยที่ 2 เป็นส่วนหนึ่งของจำเลยที่ 1และทำธุรกิจร่วมกันในประเทศไทย จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1ไม่ใช่รับผิดแบบตัวการตัวแทนดังเช่นที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนั้น เห็นว่าแม้ทางนำสืบของโจทก์จะได้ความว่าสายเดินเรือเมอร์ก สาขากรุงเทพ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง