คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2543
ฎีกาที่ 1275/2543
หลักกฎหมาย
ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่กำหนดว่าในระหว่างการจ้างงานหรือภายใน 5 ปีนับแต่สัญญาจ้างสิ้นสุดลง จำเลยจะต้องไม่ทำงานให้แก่บริษัทคู่แข่งทางการค้าของโจทก์หรือมีหุ้นในบริษัทคู่แข่งทางการค้าของโจทก์ซึ่งครอบคลุมถึงประเทศไทย ประเทศสาธารณรัฐเวียดนาม ประเทศกัมพูชาประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และประเทศเมียนมาร์(พม่า) เกี่ยวกับกิจการขนย้ายของตามบ้านฯ เป็นเพียงข้อจำกัดห้ามการประกอบอาชีพแข่งขันกับโจทก์โดยจำกัดประเภทของธุรกิจไว้อย่างชัดเจนมิได้ห้ามประกอบอาชีพปิดทางทำมาหาได้ของจำเลยอย่างเด็ดขาดและจำเลยสามารถประกอบอาชีพหรือทำงานในบริษัทประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการขายสินค้าหรือบริการอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือข้อตกลงได้ขอบเขตพื้นที่ก็ห้ามเฉพาะในกลุ่มประเทศในแหลมอินโดจีนมิได้รวมถึงประเทศใกล้เคียงอื่น ๆ ด้วย ลักษณะของข้อตกลงเช่นนี้ไม่ใช่เป็นการตัดการประกอบอาชีพของจำเลยทั้งหมดทีเดียว เพียงแต่เป็นการห้ามประกอบอาชีพบางอย่างที่แข่งขันกับโจทก์ในระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เป็นสัญญาต่างตอบแทนที่รักษาสิทธิและประโยชน์ของคู่กรณีที่ชอบในเชิงของธุรกิจ ไม่เป็นการปิดการทำมาหาได้ของฝ่ายใดโดยเด็ดขาดจนไม่อาจดำรงอยู่ได้ จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่เป็นโมฆะ
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2536 โจทก์ตกลงว่าจ้างจำเลยเข้าทำงาน ตำแหน่งหน้าที่สุดท้ายผู้จัดการสาขาบริษัทเจ วี เค อินโด - ไชน่า(ลาว) จำกัด ได้รับค่าจ้างเดือนละ 2,200 ดอลลาร์สหรัฐ กับผลประโยชน์ตอบแทนอื่นตามหนังสือฉบับลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2536 และวันที่ 29ธันวาคม 2536 การทำงานของจำเลยในตำแหน่งดังกล่าวย่อมล่วงรู้ความเป็นไปเกี่ยวกับธุรกิจและบริษัทในเครือตลอดจนความลับในทางการค้าของโจทก์ เพื่อป้องกันความเสียหายของโจทก์ โจทก์และจำเลยตกลงกันว่าในขณะที่จำเลยเป็นลูกจ้างและภายหลังจากพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเป็นระยะเวลา 5 ปี จำเลยจะไม่กระทำการใดหรือเข้าทำงานในบริษัทคู่แข่งที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการขนส่ง การขนย้ายและจัดเก็บสินค้าภายในประเทศไทยสาธารณรัฐเวียดนาม กัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและพม่า หากฝ่าฝืนจำเลยตกลงจ่ายเงินให้แก่บริษัทเจ วี เค อินโด - ไชน่ามูฟเวอร์ส (ลาว) จำกัด บริษัทดาต้าเซฟ จำกัด และโจทก์ จำนวน1,000,000 บาท เมื่อสัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุด จำเลยได้เข้าทำงานกับบริษัทเอส เค โอ มูฟวิ่ง จำกัด ซึ่งประกอบกิจการเป็นคู่แข่งกับโจทก์จำเลยใช้ประโยชน์จากการล่วงรู้ความลับในทางการค้าเพื่อจูงใจให้ลูกค้าที่เคยใช้บริการของโจทก์ไปใช้บริการของบริษัทเอส เค โอ มูฟวิ่ง จำกัดเป็นเหตุให้โจทก์สูญเสียรายได้เป็นเงิน 30,007.95 ดอลลาร์สหรัฐ(อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 24 บาท) คิดเป็นเงินไทย750,198.75 บาท การกระทำของจำเลยเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานจำเลยจึงต้องชำระค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน 1,750,198.75 บาทขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงิน 1,750,198.75 บาท และห้ามจำเลยทำงานหรือกระทำการอันเป็นการแข่งขันในทางการค้ากับโจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องไว้โดยแจ้งชัดว่าจำเลยประพฤติผิดสัญญาจ้างทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอย่างไร อันจะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาตามฟ้องได้ถูกต้อง ทั้งโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยได้ผิดข้อตกลงการทำงานโจทก์อย่างไรและทำสัญญาเมื่อใด ลูกค้ารายใดที่โจทก์อ้างว่าจำเลยเสนอราคาต่ำกว่าโจทก์ ฟ้องโจทก์จึงเคลือบคลุม นอกจากนี้เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 เป็นเอกสารเท็จ โจทก์หลอกลวงให้จำเลยลงลายมือชื่อในกระดาษเปล่าหลายฉบับโดยอ้างว่าจะนำไปใช้ในทางธุรกิจและเพื่อความสะดวกในการจ่ายเงินเดือนและเสียภาษีประกอบกับการเอกสารดังกล่าวลงวันที่ 1 ธันวาคม 2536 แต่สัญญาจ้างระหว่างโจทก์จำเลยลงวันที่ 29 ธันวาคม 2536 อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าโจทก์ฟ้องจำเลยโดยแสดงเอกสารอันเป็นเท็จจำเลยไม่เคยเข้าทำงานกับบริษัทเอส เค โอมูฟวิ่ง จำกัด ดังที่โจทก์กล่าวอ้างเนื่องจากจำเลยไม่มีใบอนุญาตให้ทำงานในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2536 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายตามฟ้องแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาแนบท้ายสัญญาจ้างแรงงานตามเอกสารหมาย จ.5 ไว้ต่อกันแต่ข้อความในสัญญาแนบท้ายดังกล่าวที่ว่าในระหว่างการจ้างงานหรือภายใน 5 ปีนับแต่สัญญาจ้างงานสิ้นสุดลง จำเลยจะต้องไม่ทำงานให้แก่บริษัทคู่แข่งหรือมีหุ้นในบริษัทคู่แข่งทางการค้าของโจทก์ ยกเว้นบริษัทเจ วี เค อินเตอร์เนชั่นแนล มูฟเวอร์ส จำกัด และบริษัทดาต้าเซฟ จำกัด ข้อตกลงดังกล่าวครอบคลุมถึงประเทศไทย ประเทศสาธารณรัฐเวียดนาม ประเทศกัมพูชา ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และประเทศเมียนมาร์ (พม่า) อันเป็นการจำกัดสิทธิของจำเลยในการประกอบอาชีพครอบคลุมทั้งในประเทศและต่างประเทศรวม 5 ประเทศ เป็นระยะเวลาถึง 5 ปี เป็นข้อตกลงที่รักษาผลประโยชน์ของโจทก์เพียงลำพังฝ่ายเดียวและเกินสมควร อีกทั้งขณะที่จำเลยทำงานเป็นลูกจ้างของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้สั่งสอนอบรมหรือให้จำเลยเรียนรู้งานเฉพาะทาง อันจะพอถือได้ว่าโจทก์ได้ลงทุนให้ประโยชน์ตอบแทนแก่จำเลยเพื่อแลกเปลี่ยนต่อการที่จำเลยจะต้องจำยอมไม่ทำงานหรือมีหุ้นในบริษัทคู่แข่งทางการค้าของโจทก์ ข้อตกลงในสัญญาแนบท้ายสัญญาจ้างแรงงานตามเอกสารหมาย จ.5 จึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 จำเลยไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ข้อตกลงที่ห้ามจำเลยประกอบอาชีพอันเป็นการแข่งขันกับโจทก์เป็นระยะเวลา 5 ปี ครอบคลุมพื้นที่ 5 ประเทศ ตามเอกสารหมายจ.5 นั้น เป็นโมฆะ เพราะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า สัญญาแนบท้ายสัญญาจ้างแรงงานเอกสารหมายจ.5 มีใจความว่า ในระหว่างการจ้างงานหรือภายใน 5 ปี นับแต่สัญญาจ้างสิ้นสุดลงจำเลยจะต้องไม่ทำงานให้แก่บริษัทคู่แข่งทางการค้าของโจทก์หรือมีหุ้นในบริษัทคู่แข่งทางการค้าของโจทก์ยกเว้นบริษัทเจ วี เค อินเตอร์เนชั่นแนล มูฟเวอร์ส จำกัด และบริษัทดาต้าเซฟ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง