คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2558
ฎีกาที่ 12753/2558
หลักกฎหมาย
โจทก์ได้รับเงินเพราะเหตุออกจากงาน 2 ประเภท ประเภทที่ 1 เป็นเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน ประเภทที่ 2 เป็นเงินที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างหากจากนายจ้างของโจทก์ จึงไม่ใช่กรณีที่นายจ้างของโจทก์เป็นผู้จ่าย เงินชดเชยการเลิกจ้างกับเงินที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ไม่ใช่ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินรายเดียวกัน ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ข้อ 2 (ข) เมื่อโจทก์ได้รับเงินที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในปีภาษี 2553 ซึ่งเป็นคนละปีภาษีกับที่โจทก์ได้รับเงินชดเชยการเลิกจ้าง โจทก์จึงชอบที่จะนำเงินได้ที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่ได้รับในปีภาษี 2553 มาเลือกเสียภาษีแยกต่างหากจากเงินได้อื่นตามมาตรา 48 (5) ได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนใบแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์และให้บังคับจำเลยทั้งสี่คืนเงินจำนวน 216,588.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะชำระเสร็จแก่โจทก์ ในชั้นพิจารณารับคำคู่ความ ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมิน ภ.ง.ด. 12 - 04130010 - 25550831 - 001 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2555 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.4 ปท./0090/2556 ลงวันที่ 25 มีนาคม 2556 และให้จำเลยที่ 1 คืนเงินภาษี จำนวน 208,714.77 บาท และจำนวน 5,202.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของต้นเงินภาษีที่ต้องคืนดังกล่าวโดยไม่ทบต้นนับจากวันที่โจทก์ชำระจนถึงวันที่จำเลยที่ 1 ชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยต้องไม่เกินจำนวนเงินภาษีที่ต้องคืน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายให้ใช้แทนจำนวน 6,000 บาท จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังว่า กองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ประเทศไทย) ได้จดทะเบียนเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 โจทก์เป็นพนักงานของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2523 จนถึงวันที่ 11 เมษายน 2552 ขณะลาออกจากงาน ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) จ่ายเงินชดเชยการเลิกจ้างให้แก่โจทก์จำนวน 851,535 บาท ภาษีเงินได้จำนวน 27,776.75 บาท โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปีภาษี 2552 และแสดงในใบแนบ ภ.ง.ด.90 ปีภาษี 2552 กรณีคำนวณเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานเฉพาะที่เลือกเสียภาษีโดยไม่นำไปรวมคำนวณภาษีกับเงินได้อื่น ๆ โดยแสดงเงินได้ในส่วนเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานจำนวน 851,535 บาท ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48 (5) โจทก์ได้รับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ประเทศไทย) โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) ผู้จัดการกองทุน ในส่วนเงินได้ที่ต้องเสียภาษี จำนวน 890,015.44 บาท โดยหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ จำนวน 29,700.77 บาท โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด.90 ปีภาษี 2553 สำหรับเงินได้ในประเภทเงินเดือนและเงินปันผล มีภาษีชำระไว้เกิน 4,955.08 บาท และประสงค์ขอคืน และแสดงในใบแนบ ภ.ง.ด.90 ปีภาษี 2553 กรณีคำนวณเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานเฉพาะที่เลือกเสียภาษีโดยไม่นำไปรวมคำนวณภาษีกับเงินได้อื่น ๆ โดยแสดงเงินได้ที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำนวน 890,015.44 บาท โดยโจทก์เลือกเสียภาษีตามมาตรา 48 (5) เจ้าพนักงานประเมินจึงมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หนังสือแจ้งให้ส่งคืนเงินภาษีอากรที่สั่งคืนผิดพลาดและหนังสือแจ้งการยกเลิกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากรไปยังโจทก์ โดยเห็นว่า ในปีภาษี 2552 โจทก์ได้นำเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานไปเลือกเสียภาษีแยกต่างหากจากเงินได้อื่นแล้ว เงินได้ที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ได้รับในปีภาษี 2553 ซึ่งเป็นปีภาษีถัดไปโดยมิใช่ปีภาษีแรกที่มีการจ่ายเงินได้เนื่องจากการออกจากงาน เงินจำนวนดังกล่าวไม่ถือเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ในปีภาษี 2553 โจทก์จะใช้สิทธิเลือกเสียภาษีตามมาตรา 48 (5) อีกไม่ได้ เมื่อปรับปรุงนำเงินได้ที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมารวมกับเงินได้อื่น โจทก์มีภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติมจำนวน 208,714.77 บาท เงินเพิ่มจำนวน 56,352.99 บาท รวม 265,067.76 บาท และจะต้องนำเงินภาษีที่ได้รับคืนไปแล้วมาส่งคืนจำนวน 4,955.08 บาท โดยโจทก์ได้รับหนังสือ โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์โจทก์และโจทก์ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ โจทก์นำเงินจำนวน 208,714.77 บาท ไปชำระภาษีตามการประเมิน คงค้างเฉพาะเงินเพิ่ม และได้นำเงินภาษีที่ได้รับคืน 4,955.08 บาท พร้อมเงินเพิ่มจำนวน 247.41 บาท รวม 5,202.49 บาท ไปชำระด้วย แต่โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงฟ้องเป็นคดีนี้ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มีสิทธิจะเลือกเสียภาษีในเงินได้ที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ประเทศไทย) จำนวน 890,015.44 บาท ที่ได้รับในปีภาษี 2553 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48 (5) อันจะทำให้โจทก์มีสิทธิได้รับคืนเงินภาษีตามฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) ไม่ใช่นายจ้างของโจทก์ เงินที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ประเทศไทย) โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) ผู้จ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง