ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2547

ฎีกาที่ 128/2547

หลักกฎหมาย

ป.รัษฎากรฯ มาตรา 30 (2) มิได้บัญญัติว่าการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลจะต้องอ้างเหตุผลเช่นเดียวกับที่อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการฯ โจทก์จึงอ้างเหตุอื่นนอกเหนือจากที่เคยยกขึ้นอุทธรณ์ไว้ได้ โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการฯ เฉพาะการประเมินดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากลูกหนี้รายบริษัทในเครือของโจทก์เท่านั้น ส่วนลูกหนี้รายที่เป็นกรรมการโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านแต่ประการใด เท่ากับโจทก์ยอมรับว่าการที่โจทก์ให้กรรมการกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยไม่มีเหตุผลอันสมควร การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องอ้างว่าโจทก์ให้ลูกหนี้ดังกล่าวกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยมีเหตุอันสมควร จึงเป็นประเด็นที่โจทก์มิได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการฯ หาใช่โจทก์อ้างเหตุเพิ่มเติมในประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์ไว้แล้วไม่ โจทก์จึงต้องห้ามมิให้นำคดีมาฟ้องในประเด็นนี้สำหรับลูกหนี้รายบริษัท น. กับบริษัท ซ. และบริษัท พ. นั้น แม้โจทก์อ้างแต่เพียงว่ายอดหนี้คลาดเคลื่อนทำให้การประเมินของเจ้าพนักงานไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ถือได้ว่าโจทก์โต้แย้งคัดค้านการประเมินของเจ้าพนักงานสำหรับการประเมินดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของลูกหนี้รายดังกล่าวไว้แล้ว โจทก์จึงอ้างว่าการประเมินดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของลูกหนี้รายดังกล่าวไม่ถูกต้อง เนื่องจากโจทก์ให้กู้ยืมโดยมีเหตุอันสมควรในชั้นอุทธรณ์ต่อศาลได้ เพราะเป็นการยกเหตุผลอื่นเพิ่มเติมเพื่อให้ศาลเห็นว่าการประเมินดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของลูกหนี้รายดังกล่าวที่ได้โต้แย้งการประเมินไว้แล้วไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์ยังมีหนี้สินต้องชำระ โจทก์ย่อมไม่อยู่ในฐานะที่สมควรจะให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย แม้จะเป็นบริษัทในเครือเดียวกันกับโจทก์ การที่โจทก์ไม่คิดดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากบริษัทดังกล่าวจึงไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินดอกเบี้ยจากการให้กู้ยืมเงินดังกล่าวตามราคาตลาดได้ ตาม ป.รัษฎากรฯ มาตรา 65 ทวิ (4) เมื่อโจทก์ให้บริษัทต่าง ๆ และกรรมการกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย โดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจกำหนดดอกเบี้ยตามราคาตลาดเป็นรายรับตามมาตรา 91/16 (6) และถือได้ว่าโจทก์ได้รับชำระดอกเบี้ยแล้ว โจทก์จึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะและการที่โจทก์ให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินหลายราย ไม่ว่าเพื่อช่วยเหลือผู้กู้ให้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้หรือเพื่อตอบแทนการทำงานของกรรมการดังที่โจทก์อุทธรณ์ ก็ถือว่าโจทก์ประกอบกิจการตามปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ โจทก์ให้บริษัท พ. และบริษัท จ. กู้ยืมเงินไปก่อนที่โจทก์จะเข้าถือหุ้นในบริษัททั้งสองเกินร้อยละ 25 ของหุ้นทั้งหมด โจทก์กับบริษัททั้งสองจึงมิใช่บริษัทในเครือเดียวกันตามความหมายของบริษัทในเครือเดียวกันดังที่ระบุในข้อ 2 วรรคสอง ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 26/2534 โจทก์จึงมิได้รับยกเว้นไม่ต้องนำดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของลูกหนี้รายบริษัท พ. และบริษัท จ. มาคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการกำหนดผลขาดทุนสุทธิตามหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ เลขที่ กค0804/0577 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 เพิกถอนประเมินภาษีตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ 1003140/2/100130 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 เพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.73.1) เลขที่ 1003140/6/100158-100159 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ศภญ. (อธ.5)/51/2543 ลงวันที่ 14 กันยายน 2543 เกี่ยวกับภาษีเงินได้บุคคลรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 พฤศจิกายน 2538 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2539 คำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ศภญ. (อธ.5)/52/2543 ลงวันที่ 14 กันยายน 2543 เกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนตุลาคม 2538 และเลขที่ ศภญ. (อธ.5)/53/2543 ลงวันที่ 14 กันยายน 2543 เกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนตุลาคม 2539 และงดหรือลดเบี้ยปรับและหรือเงินเพิ่ม จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ 1003140/6/100159 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ศภญ. (อธ.5)/53/2543 ลงวันที่ 14 กันยายน 2543 เกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะเดือนตุลาคม 2539 เฉพาะไม่ให้นำดอกเบี้ยจากการให้กู้ยืมรายบริษัท พี พี คอรัลรีสอร์ท จำกัด และบริษัทเจนเนอรัลเทรด จำกัด มาถือเป็นรายรับในการคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2539 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2539 คำขอนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบการผลิตน้ำตาลทุกชนิดออกจำหน่าย เจ้าพนักงานประเมินหมายเรียกตรวจสอบภาษีโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2537 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2538 และวันที่ 1 พฤศจิกายน 2538 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2539 แล้วปรับปรุงกำไรสุทธิใหม่เป็นว่า รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2537 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2538 เมื่อหักผลขาดทุนสะสมที่เหลืออยู่ยกมาไม่เกิน 5 รอบระยะเวลาบัญชีแล้วคงเหลือขาดทุนสะสมยกไปจำนวน 106,767,097.14 บาท จากนั้นได้มีหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิเลขที่ กค 0804/0577 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 ให้โจทก์นำผลขาดทุนสุทธิที่ปรับปรุงแล้วเป็นผลขาดทุนสุทธิที่จะนำไปหักจากกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป นอกจากนี้ได้มีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ 1003140/2/100130 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 แจ้งการตรวจสอบสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2538 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2539 ว่าได้ปรับปรุงกำไรสุทธิใหม่เป็นกำไรสุทธิจำนวน 31,383,914.60 บาท ให้โจทก์ชำระภาษีจำนวน 9,415,174.38 บาท กับเบี้ยปรับจำนวน 9,415,174.38 บาท และเงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2543 จำนวน 4,942,966.70 บาท รวมทั้งสิ้นจำนวน 23,773,315 บาท กับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ 1003140/6/100158 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 ให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีตุลาคม 2538 กับเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นรวมจำนวน 3,065,454 บาท และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ 1003140/6/100159 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 ให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีตุลาคม 2539 กับเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นรวมจำนวน 905,205 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ศภญ. (อธ.5)/51/2543 ลงวันที่ 14 กันยายน 2543 เกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2538 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2539 ให้ลดภาษีที่เรียกเก็บลง คงเรียกเก็บภาษีกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมทั้งสิ้นจำนวน 22,644,816 บาท คำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ศภญ. (อธ.5)/52/2543 ลงวันที่ 14 กันยายน 2543 เกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีตุลาคม 2538 ให้ลดภาษีที่เรียกเก็บลงคงเรียกเก็บภาษี เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นรวมจำนวน 3,056,247 บาท คำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ศภญ. (อธ.5)/53/2543 ลงวันที่ 14 กันยายน 2543 เกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีตุลาคม 2539 วินิจฉัยไม่ลดภาษีที่เรียกเก็บ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกมีว่า โจทก์ต้องห้ามมิให้นำคดีมาฟ้องในประเด็นที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ให้บริษัทน้ำตาลธนราช จำกัด บริษัทซิลเวอร์ควีน จำกัด บริษัท พี พี คอรัลรีสอร์ท จำกัด และกรรมการของโจทก์กู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2538 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2539 โดยมีเหตุอันสมควรหรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 30 (2) มิได้
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 128/2547 · ทนอย Thanoy