คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2543
ฎีกาที่ 1280/2543
หลักกฎหมาย
การจับกุมกับการสอบสวนเป็นการดำเนินการคนละตอนกันเมื่อปรากฏว่าจำเลยมิได้ฎีกาคัดค้านว่าการสอบสวนไม่ชอบ ย่อมถือว่าการสอบสวนเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่ว่าการจับกุมจะชอบหรือมิชอบด้วยกฎหมายก็ไม่เป็นการกระทบกระเทือนถึงการฟ้องคดีนี้ของโจทก์ ฎีกาของจำเลยถือได้ว่าเป็นฎีกาในข้อที่ไม่เป็นสาระแก่คดี วันเกิดเหตุจำเลยซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้โทรศัพท์ไปข่มขืนใจโจทก์ร่วมให้ยอมมอบเงินและรถยนต์แก่ตนโดยพูดขู่เข็ญว่าจะนำเรื่องผู้บริหารของบริษัท ท. ติดสินบนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมตามข่าวในหนังสือพิมพ์ ม. ไปอภิปรายในรัฐสภาและให้ข่าวแก่หนังสือพิมพ์ อันเป็นการทำอันตรายต่อชื่อเสียงและทรัพย์สินของบริษัท ท. ซึ่งมี ป. เป็นประธานกรรมการบริษัทและมีโจทก์ร่วมเป็นผู้ช่วยบริหารงานของบริษัท จนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมยอมจะให้เงินสด 1,000,000 บาท กับรถยนต์กระบะ 1 คันแก่จำเลยตามที่ต่อรองตกลงกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคแรก ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถือว่าเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ มีหน้าที่ควบคุมการบริหารงานราชการแผ่นดินของรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีโดยการอภิปรายและตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีในเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับงานในหน้าที่ของรัฐมนตรีนั้น ๆ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521 ซึ่งใช้บังคับในช่วงเกิดเหตุในวันที่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา จำเลยมีสิทธิที่จะนำเรื่องที่มีข่าวในหนังสือพิมพ์ในทำนองว่าผู้บริหารบริษัท ท. ติดสินบนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมไปอภิปรายในรัฐสภาโดยอภิปรายถึงการกระทำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งการอภิปรายจะต้องเชื่อมโยงไปถึงผู้บริหารของบริษัท ท. แต่เรื่องที่จำเลยจะนำไปอภิปรายจะต้องเป็นความจริงหรือจำเลยเชื่อว่าเป็นความจริงจำเลยไม่มีอำนาจหน้าที่นำความอันเป็นเท็จไปอภิปรายในรัฐสภาได้ การที่โจทก์และโจทก์ร่วมอ้างว่าที่จำเลยพูดขู่เข็ญโจทก์ร่วมเกี่ยวกับเรื่องผู้บริหารของบริษัท ท.ติดสินบนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมนั้น เป็นเรื่องที่จำเลยแกล้งกล่าวหาเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการข่มขืนใจโจทก์ร่วมให้ยอมให้เงินและรถยนต์แก่จำเลยเพื่อแลกกับการที่จำเลยจะไม่นำเรื่องดังกล่าวไปอภิปรายในรัฐสภา กรณีตามคำฟ้องไม่ใช่เป็นกรณีที่จำเลยซึ่งมีตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐได้พบเห็นหรือรู้เห็นความผิดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมที่รับสินบนจากผู้บริหารของบริษัท ท. ซึ่งเป็นเรื่องที่ได้เกิดขึ้นจริงแล้วจำเลยใช้เหตุดังกล่าวมาเป็นข้อต่อรองเรียกรับทรัพย์สินจากโจทก์ร่วมโดยมิชอบ เพื่อแลกกับการที่จำเลยจะไม่นำเรื่องดังกล่าวไปอภิปรายในรัฐสภาตามตำแหน่งหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐเรียกรับทรัพย์สินสำหรับตนเองโดยมิชอบ เพื่อไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149, 337 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณานายสมจิตต์ เศรษฐิน ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149, 337 (ที่ถูกมาตรา 337 วรรคแรก) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 149 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 จำคุก 15 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2533 เวลาประมาณ 13 นาฬิกาจำเลยซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานีได้ไปพบนายประสิทธิ์ ทรัพย์สาคร ประธานกรรมการบริษัททิปโก้ แอสฟัลท์จำกัด และโจทก์ร่วมซึ่งเป็นบุตรเขยของนายประสิทธิ์ที่สำนักงานของบริษัททิปโก้ แอสฟัลท์ จำกัด นายประสิทธิ์และโจทก์ร่วมได้มอบรถยนต์กระบะแบบตรวจการณ์ 1 คัน พร้อมด้วยเอกสารชุดโอนทะเบียนรถ1 ชุด กล่องของขวัญ 1 กล่อง และถุงกระดาษของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลบรรจุสิ่งของอีก 1 ถุง ให้แก่จำเลย โดยนายประสิทธิ์ได้ให้โจทก์ร่วมถือกล่องของขวัญกับเอกสารชุดโอนทะเบียนรถดังกล่าวไปส่งมอบให้จำเลยที่รถยนต์กระบะที่เตรียมไว้ให้จำเลยซึ่งจอดอยู่ในบริเวณบ้านนายประสิทธิ์ที่ด้านหลังสำนักงานของบริษัททิปโก้ แอสฟัลท์ จำกัด ส่วนถุงกระดาษใส่สิ่งของอีก 1 ถุง จำเลยได้ถือไปขึ้นรถเอง เมื่อจำเลยขับรถยนต์กระบะดังกล่าวออกจากบ้านนายประสิทธิ์ได้ประมาณ 50 เมตร ก็ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมมาดำเนินคดีนี้ สำหรับข้อที่จำเลยนำสืบและฎีกาโต้แย้งว่าชั้นจับกุมเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยมาดำเนินคดีนี้โดยมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 มาตรา 121 วรรคหนึ่งซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น และขัดต่อข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยระเบียบการดำเนินคดีอาญา พ.ศ. 2523 เอกสารหมาย ล.1 นั้น เห็นว่าการจับกุมกับการสอบสวนเป็นการดำเนินการคนละตอนกัน เมื่อปรากฏว่าจำเลยมิได้ฎีกาคัดค้านว่าการสอบสวนไม่ชอบย่อมถือว่าการสอบสวนเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่ว่าการจับกุมจะชอบหรือมิชอบด้วยกฎหมายก็ไม่เป็นการกระทบกระเทือนถึงการฟ้องคดีนี้ของโจทก์ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ถือได้ว่าเป็นฎีกาในข้อที่ไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยได้ขู่เข็ญโจทก์ร่วมและเรียกรับทรัพย์สินตามฟ้องจากโจทก์ร่วมโดยมิชอบดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีตัวโจทก์ร่วมเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 8 นาฬิกา ขณะที่โจทก์ร่วมนั่งทำงานอยู่ที่สำนักงานของบริษัททิปโก้ แอสฟัลท์ จำกัดจำเลยได้โทรศัพท์ไปถามโจทก์ร่วมว่า คุณได้อ่านหนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันที่ 21 ธันวาคม 2533 หน้า 4 ข่าวเศรษฐกิจหรือไม่ เมื่อโจทก์ร่วมตอบว่าได้อ่าน มีอะไรหรือ จำเลยบอกว่าเรื่องที่ลงข่าวพ่อตาของคุณ(หมายถึงนายประสิทธิ์) ติดสินบนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเกี่ยวกับไม่ให้ตั้งโรงงานยางมะตอยน้ำเป็นเรื่องทุจริตเกี่ยวข้องกับรัฐมนตรีและนายประสิทธิ์ จำเลยจะเอาไปพูดในสภา (หมายถึงรัฐสภา) ตอน(รัฐบาล) แถลงนโยบายและให้ข่าวหนังสือพิมพ์และจำเลยได้พูดกับโจทก์ร่วมต่อไปอีกว่าคราวก่อนนายประสิทธิ์เคยรับปากว่าจะให้รถยนต์แก่จำเลย 1 คัน บัดนี้ยังไม่ได้รับเลย โจทก์ร่วมถามจำเลยว่า จะให้โจทก์ร่วมทำอย่างไรจำเลยบอกว่าถ้าจะไม่ให้จำเลยไปพูดในสภาและให้ข่าวหนังสือพิมพ์จำเลยขอเงินสด 2,000,000 บาทพร้อมด้วยรถยนต์กระบะ 1 คัน โจทก์ร่วมบอกจำเลยว่า สิ่งที่หนังสือพิมพ์ลงข่าวไม่เป็นความจริง และขอร้องจำเลยให้ยุติเรื่องนี้ เพราะกลัวว่าหากจำเลยเอาเรื่องนี้ไปพูดในสภาผู้แทนราษฎรและให้ข่าวแก่หนังสือพิมพ์แล้ว จะทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัททิปโก้ แอสฟัลท์จำกัด เนื่องจากบริษัทกำลังรอให้กระทรวงการคลังอนุมัติให้นำหุ้นของบริษัทเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและจะทำให้นายประสิทธิ์ซึ่งเป็นประธานกรรมการบริษัทต้องเสียชื่อเสียงด้วย โจทก์ร่วมขอต่อรองกับจำเลยและตกลงยอมให้เงินสด 1,000,000 บาท กับรถยนต์กระบะ 1 คันแก่จำเลยโดยนัดให้จำเลยมารับในวันที่ 28 ธันวาคม 2533 เวลา 10 นาฬิกาที่สำนักงานของบริษัททิปโก้ แอสฟัลท์ จำกัด นอกจากนี้โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีพันตำรวจโทธวัชชัย เทียมทัน คู่เขยของโจทก์ร่วมซึ่งพักอยู่บ้านเดียวกันและนายประสิทธิ์ ทรัพย์สาคร ประธานกรรมการบริษัททิปโก้ แอสฟัลท์จำกัด ซึ่งเป็นบิดาภริยาของโจทก์ร่วม กับพลตำรวจเอกประทิน สันติประภพผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ (ตำแหน่งในขณะเกิดเหตุ) ผู้รับแจ้งเหตุคดีนี้เป็นพยานสนับสนุน โดยพันตำรวจโทธวัชชัยเบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ12 นาฬิกา พยานพบโจทก์ร่วมที่ห้องอาหารในบ้านพักโจทก์ร่วมได้เล่าให้พยานฟังว่าในวันเดียวกันนั้นเวลาเช้า จำเ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง