ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2555

ฎีกาที่ 1280/2555

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 2 ลักรถยนต์ของผู้เสียหาย โดยหลอกจำเลยที่ 1 ให้ขับรถยกมายกรถยนต์ของผู้เสียหายไป จำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวการในการลักรถยนต์โดยใช้จำเลยที่ 1 เป็นเครื่องมือ เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถยกมาจอดด้านหน้ารถยนต์ผู้เสียหายและยกรถยนต์ผู้เสียหายด้านหน้าขึ้นเกยบนคานรถยก ใช้โซ่คล้องรถทั้งสองคันไว้ในลักษณะรถยกพร้อมจะขับเคลื่อนพารถยนต์ของผู้เสียหายออกไปได้ โดยรถยนต์ของผู้เสียหายเคลื่อนที่จากจุดที่จอดอยู่เดิมจากการยกขึ้นไปเกยบนคานรถยก ถือว่าจำเลยที่ 2 เข้ายึดถือและแย่งสิทธิครอบครองรถยนต์ของผู้เสียหายไปได้โดยสมบูรณ์แล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ มิใช่อยู่ในขั้นพยายาม เมื่อฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมกระทำความผิด การกระทำของจำเลยที่ 2 ย่อมไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) คงเป็นความผิดเฉพาะมาตรา 335 (1) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ การลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดตามมาตรา 335 (7) จึงไม่ชอบ แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ฎีกาในปัญหานี้แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336 ทวิ ริบรถยกหมายเลขทะเบียน 85 - 7826 กรุงเทพมหานครและหมายเลขทะเบียน 93 - 3231 กรุงเทพมหานคร จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง มาตรา 336 ทวิ ประกอบมาตรา 80, 83 ลงโทษฐานร่วมกันพยายามลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะ จำคุกคนละ 4 ปี ริบรถยกหมายเลขทะเบียน 85 - 7826 กรุงเทพมหานคร และหมายเลขทะเบียน 92 - 3231 กรุงเทพมหานคร ของกลาง โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องจำเลยที่ 1 แต่ให้ขังจำเลยที่ 1 ไว้ในระหว่างฎีกา ริบรถยกหมายเลขทะเบียน 93 - 3231 กรุงเทพมหานคร ไม่ริบรถยกหมายเลขทะเบียน 85 - 7826 กรุงเทพมหานคร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกาโดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติ จำเลยที่ 1 ขับรถยกหมายเลขทะเบียน 85 - 7826 กรุงเทพมหานคร มายกรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 1 ท - 8798 กรุงเทพมหานคร ของนายณัฐพงศ์ ผู้เสียหาย ซึ่งจอดไว้ข้างถนนใกล้ทางเข้าสถานีตำรวจนครบาลหนองแขม ผู้เสียหายและเจ้าพนักงานตำรวจทราบเหตุได้มายังที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม ส่วนจำเลยที่ 2 ขับรถยกหมายเลขทะเบียน 93 - 3231 กรุงเทพมหานคร มาจอดที่บริเวณใกล้ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางบอน เพื่อคอยรับรถยนต์ของผู้เสียหาย เจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปตรวจค้นตัวจำเลยที่ 2 พบธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท 1 ฉบับ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหายตามฟ้องหรือไม่ และริบรถยกหมายเลขทะเบียน 85 - 7826 กรุงเทพมหานคร ที่จำเลยที่ 1 ใช้ยกรถยนต์ของผู้เสียหายได้หรือไม่ เห็นว่า ในชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 ให้การต่อผู้จับกุมว่า เฮียโทรศัพท์ให้จำเลยที่ 1 ไปเอารถไปส่งมอบที่บริเวณอู่ซ่อมรถใกล้ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางบอน ซึ่งระยะทางจากจุดยกรถกับบริเวณอู่ซ่อมรถจำเลยที่ 1 เบิกความว่า ห่างกันประมาณ 2 ถึง 3 กิโลเมตร จำเลยที่ 1 ยังเบิกความว่า ในตอนแรกที่ผู้ว่าจ้างโทรศัพท์มา ผู้ว่าจ้างบอกด้วยว่าจะรอรับรถและจ่ายค่าจ้างที่หน้าอู่ซ่อมรถ ด้วยเหตุนี้น่าจะทำให้จำเลยที่ 1 เข้าใจว่าผู้ว่าจ้างซึ่งเป็นเจ้าของจะนำรถไปซ่อมที่อู่นั้นและจำเลยที่ 1 จะรับค่าจ้างด้วย เมื่อผู้จับกุมนำตัวจำเลยที่ 1 ไปถึงหน้าธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางบอน ก็พบจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่รู้จัก โดยจำเลยที่ 2 ใส่เสื้อแขนยาวสีส้มตรงกับที่จำเลยที่ 1 ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากผู้ว่าจ้างในระหว่างทางซึ่งผู้จับกุมก็เบิกความรับว่าได้ยินเช่นนั้นจริง หากจำเลยที่ 1 สมคบกับผู้ว่าจ้างในการลักรถผู้เสียหายแล้ว ผู้ว่าจ้างน่าที่จะแจ้งเรื่องนี้ให้จำเลยที่ 1 ทราบตั้งแต่แรกที่โทรศัพท์มาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ไม่มีเหตุผลที่จะปกปิดแผนการ และยังแสดงให้เห็นว่าในตอนแรกผู้ว่าจ้างได้บอกจำเลยที่ 1 ว่าจะมาคอยรับรถและจ่ายเงินค่ายกรถด้วยตนเองตามที่จำเลยที่ 1 เบิกความ ทั้งนี้เพื่อให้จำเลยที่ 1 เกิดความมั่นใจในตัวผู้ว่าจ้างว่าเป็นเจ้าของรถจริง เมื่อผู้จับกุมตรวจค้นตัวจำเลยที่ 2 ก็พบธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท 1 ฉบับ อยู่ในกำมือ ซึ่งจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นเงินจะจ่ายเป็นค่ายกรถ ความข้อนี้ระบุไว้ในบันทึกการจับกุม เงินจำนวนนี้น้อยเกินไปสำหรับการว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ใช้รถยกลักเอารถยนต์ของผู้เสียหายไปส่งมอบให้คนร้ายซึ่งรออยู่อีกสถานที่หนึ่ง เพราะไม่คุ้มหากจำเลยที่ 1 ถูกจับกุม จึงฟังว่าเป็นเงินค่าจ้างยกรถตามปกติที่จำเลยที่ 2 เตรียมไว้จ่ายให้จำเลยที่ 1 แม้ก่อนจำเลยที่ 1 จะตกลงรับจ้างยกรถ จำเลยที่ 1 ไม่ได้สอบถามชื่อ ที่อยู่ของผู้ว่าจ้าง รวมทั้งคู่มือจดทะเบียนรถที่จะต้องนำมาแสดงเมื่อส่งมอบรถ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องสำหรับผู้ประกอบอาชีพยกรถพึงกระทำก็ตาม แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 เท่าที่โจทก์นำสืบมาไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาร่วมกับผู้ว่าจ้างหรือจำเลยที่ 2 ในการลักรถยนต์ของผู้เสียหาย ทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธมาตลอด พยานจำเลยที่ 1 หักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์นั้นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่มีผลทำให้คำวินิจฉัยของคดีเปลี่ยนแปลงไป ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า คนร้ายโทรศัพท์ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 นำรถยกไปยกรถยนต์ของผู้เสียหายไปส่งที่บริเวณอู่ซ่อมรถใกล้ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางบอน โดยมีจำเลยที่ 2 จะรอรับรถยนต์และจ่ายค่าจ้าง โดยจำเลยที่ 1 ไม่ทราบว่าตนเองเป็นเครื่องมือของคนร้าย เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิด
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1280/2555 · ทนอย Thanoy