คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2542
ฎีกาที่ 1285/2542
หลักกฎหมาย
จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะพาจำเลยที่ 2 ผ่านหน้าบ้านผู้เสียหายไปประมาณ 300 เมตร แล้วจอดรถให้จำเลยที่ 2กับพวกลงจากรถเดินย้อนกลับไปปล้นทรัพย์ที่บ้านผู้เสียหายส่วนจำเลยที่ 1 ขับรถอ้อมไปอีกทางไปจอดรถรอรับจำเลยที่ 2กับพวกห่างบ้านผู้เสียหายประมาณ 1 กิโลเมตร หลังจากจำเลยที่ 2กับพวกปล้นทรัพย์ผู้เสียหายแล้วได้มาขึ้นรถจำเลยที่ 1ตามที่นัดแนะกันไว้ จากนั้นจำเลยที่ 1 ขับรถพาจำเลยที่ 2กับพวกหลบหนีไป แต่ขณะจำเลยที่ 2 กับพวกทำการปล้นทรัพย์อยู่ที่บ้านผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 อยู่ระหว่างขับรถอ้อมมาและจอดรถห่างบ้านผู้เสียหายทั้งสองประมาณ 1 กิโลเมตรจำเลยที่ 1 ไม่ได้อยู่ในวิสัยที่จะช่วยเหลือจำเลยที่ 2 กับพวกได้จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 กับพวกปล้นทรัพย์ผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเพียงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 2 กับพวกในการปล้นทรัพย์ผู้เสียหายก่อนกระทำความผิด จำเลยที่ 1จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าวตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 เท่านั้น และเมื่อจำเลยที่ 1ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 2 กับพวกมีอาวุธติดตัวไปด้วย จึงไม่อาจ ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสองได้ จำเลยที่ 1 คงมีความผิดตาม มาตรา 340 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 เพียงขับรถมาส่งจำเลยที่ 2 กับพวกห่างบ้านผู้เสียหายประมาณ 300 เมตร แล้วขับรถอ้อมไปจอดรอรับจำเลยที่ 2 กับพวกห่างบ้านผู้เสียหายทั้งสองประมาณ1 กิโลเมตร จึงเป็นเพียงการใช้ยานพาหนะเพื่อให้พ้นการจับกุมเท่านั้นจำเลยที่ 1 มิได้ใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดด้วยแม้ปัญหาดังกล่าวนี้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้ยกขึ้นฎีกาแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 340, 340 ตรี, 83 กับริบรถยนต์ของกลาง และให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้ราคาทรัพย์นอกจากหัวเครื่องจักรเย็บผ้าอุตสาหกรรม รวมราคา 29,350 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสอง กับให้นับโทษ จำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1238/2536 ของศาลจังหวัดนครสวรรค์ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83จำคุกคนละ 12 ปีลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 8 ปีให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1238/2536 ของศาลจังหวัดนครสวรรค์กับคืนหัวเครื่องจักรเย็บผ้าอุตสาหกรรมของกลางแก่เจ้าของและให้จำเลยทั้งสองคืนทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนหรือใช้ราคา 29,350 บาทแก่ผู้เสียหายทั้งสอง ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง 83 ประกอบมาตรา 340 ตรี ให้จำคุกคนละ 18 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสามแล้ว คงจำคุกคนละ 12 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่28 ตุลาคม 2536 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา จำเลยที่ 2กับพวกอีก 3 คน มาที่บ้านผู้เสียหายทั้งสองแล้วร่วมกันปล้นเอาสร้อยคอทองคำหนัก 3 บาท 1 เส้น ราคา 15,000 บาทสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท 2 สลึง 1 เส้น ราคา 6,000 บาทหัวเครื่องจักรเย็บผ้าอุตสาหกรรม 1 อัน ราคา 10,000 บาทเตารีดไฟฟ้า 1 เครื่อง ราคา 350 บาท แว่น กันแดด 1 อันราคา 1,000 บาท ธนบัตร 7,000 บาท รวมเป็นเงิน 39,350 บาทของผู้เสียหายทั้งสองไป โดยพวกของจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนพกขู่ผู้เสียหายทั้งสองและใช้อาวุธปืนพกตีผู้เสียหายที่ 2 ศีรษะแตกส่วนจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธมีดขู่ผู้เสียหายที่ 1 และร่วมกันจับผู้เสียหายที่ 1 ไปเป็นตัวประกันประมาณ 50 เมตร จึงปล่อยผู้เสียหายที่ 1 แล้วหลบหนีไป ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 1ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 และพวกปล้นทรัพย์ผู้เสียหายทั้งสองหรือไม่เห็นว่า พยานโจทก์มีผู้เสียหายทั้งสองเบิกความทำนองเดียวกันว่าในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 18 นาฬิกาขณะผู้เสียหายทั้งสองอยู่ที่หน้าบ้าน เห็นจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะสีขาวดำแล่นผ่านหน้าบ้านไป ที่กระบะหลังมีผู้ชายนั่งอยู่ 2 คนหลังเกิดเหตุเวลา 19 นาฬิกาเศษนางทองแดง ทองมีมาบอกว่า เมื่อเวลาประมาณ 18 นาฬิกา มีรถยนต์กระบะสีขาวคาดดำแล่นมาจอดที่หน้าบ้านนายทองแดงมีชาย 4 คน ลงจากรถแล้วไปซุ่มอยู่ที่พุ่มไม้จากนั้นเดินมาทางบ้านผู้เสียหายทั้งสองส่วนรถดังกล่าวแล่นหายไป ผู้เสียหายทั้งสองคิดว่าชาย 4 คน ที่ลงจากรถของจำเลยที่ 1 คือคนร้ายที่ปล้นทรัพย์ผู้เสียหายทั้งสองเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจมาที่บ้านผู้เสียหายทั้งสอง ผู้เสียหายทั้งสองจึงเล่าเรื่องให้ฟังและมีนายทองแดง ทองมี นางเฉลียว ทองมี ภริยานายทองแดง และนายบุญเลิศ ทองมี บุตรนายทองแดง เบิกความตรงกันว่า ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 18 นาฬิกามีรถยนต์กระบะสีขาวคาดดำแล่นมาจากทางบ้านผู้เสียหายทั้งสองมาจอดตรงข้ามห้างเลี้ยงวัวของพยานทั้งสามซึ่งอยู่ห่างบ้านผู้เสียหายทั้งสองประมาณ 3 เสาไฟฟ้ามีชาย 4 คน ลงจากรถข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม ส่วนรถแล่นออกไป จากนั้นชายทั้งสี่ข้ามถนนกลับมาแล้วเดินไปทางบ้านผู้เสียหายทั้งสอง นายบุญเลิศขับรถจักรยานยนต์ตามไปดูแต่ไม่พบหลังจากนั้นประมาณครึ่งชั่วโมงมีชาวบ้านมาบอกว่าผู้เสียหายทั้งสองถูกจี้ นายทองแดงและนายบุญเลิศจึงไปที่บ้านผู้เสียหายทั้งสองนายทองแดงเล่าเรื่องดังกล่าวให้ผู้เสียหายทั้งสองฟัง กับมีพันตำรวจโทวิรัช เบ้าคำ พนักงานสอบสวนเบิกความว่าในวันเกิดเหตุเวลา 19.30 นาฬิกา พยานได้รับแจ้งจากสายตรวจว่ามีเหตุปล้นทรัพย์ที่บ้านผู้เสียหายทั้งสอง จึงเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ พยานสอบปากคำผู้เสียหายทั้งสองได้ความว่าก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายทั้งสองอยู่ที่หน้าบ้าน เห็นรถยนต์กระบะของจำเลยที่ 1 แล่นผ่านไป จำหมายเลขทะเบียนได้เนื่องจากจำเลยที่ 1 เคยนำตู้เสื้อผ้ามาให้เย็บ หลังจากนั้นมีคนร้าย 4 คน เข้ามาปล้นผู้เสียหายทั้งสองผู้เสียหายทั้งสองสงสัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายด้วย และปรากฏตามบันทึกคำให้การของผู้เสียหายที่ 2 เอกสารหมาย จ.7 ว่า เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2536 ผู้เสียหายที่ 2 ให้การในชั้นสอบสวนว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายทั้งสองเห็นรถยนต์กระบะสีขาวคาดดำ ยี่ห้อนิสสันบิคเอ็ม หมายเลขทะเบียน ป-2634 เพชรบูรณ์ ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเคยนำตู้พลาสติกมาจ้างเย็บ แล่นผ่านหน้าบ้านผู้เสียหายทั้งสองไปช้า ๆ เห็นชาย 2 คน นั่งอยู่ที่ขอบกระบะส่วนคนในรถข้างหน้ามองไม่เห็น ดังน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง