คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2566
ฎีกาที่ 129/2566
หลักกฎหมาย
การที่โจทก์ฟ้องว่าหลังจากทำสัญญาเช่าซื้อ โจทก์นำรถยนต์พิพาทออกใช้งานแต่รถยนต์พิพาท เกิดความชํารุดบกพร่องโดยสาเหตุเกิดจากกระบวนการผลิตของจำเลยที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 1 กับพวกให้การต่อสู้ว่า รถยนต์คันดังกล่าวมิได้เป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัยและมีความชํารุดบกพร่องหรือมีสภาพดังที่โจทก์อ้าง คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทที่จำเป็นต้องพิสูจน์ถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการผลิต การประกอบ หรือการดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับรถยนต์พิพาท อันเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 1 กับพวก ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29 จำเลยที่ 1 กับพวกจึงมีภาระการพิสูจน์ แต่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายย่อมต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ว่าตนได้รับความเสียหายจากสินค้าของจำเลยที่ 1 ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 มาตรา 6 ภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงตกแก่โจทก์ที่ต้องพิสูจน์ก่อน พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่กำหนดได้ตามที่เห็นสมควร หากการกระทำที่ถูกฟ้องร้องเกิดจากการที่ผู้ประกอบธุรกิจกระทำโดยเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง แต่จากข้อเท็จจริงเห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ดำเนินการตรวจสอบหาสาเหตุของความผิดปกติตามที่โจทก์แจ้งเพื่อแก้ไขมาโดยตลอด หาได้ปฏิเสธไม่รับผิดชอบแต่อย่างใดไม่ โดยทำการเปลี่ยนอะไหล่หลายรายการโดยไม่เรียกค่าใช้จ่ายจากโจทก์ ตลอดจนจัดรถยนต์สํารองให้ใช้แทนในระหว่างตรวจสอบและแก้ไข และยังเสนอขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์เป็นกรณีพิเศษจากเดิม พฤติการณ์ที่ได้ความจึงยังไม่สมควรที่จะกำหนดให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 รับผิดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ
มาตราที่อ้างถึง
พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551 4พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551 6พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 29พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 42
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเก้าร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 3,419,191 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งเก้าร่วมกันหรือแทนกันรับรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืน ดำเนินการเพิกถอนชื่อโจทก์ออกจากรายการจดทะเบียนรถยนต์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โดยโจทก์ชดใช้เงินเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันทำสัญญาเช่าซื้อเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะคืนรถยนต์แก่จำเลยทั้งเก้า แต่จำเลยทั้งเก้าต้องร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถเดือนละ 3,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะคืนรถยนต์ จำเลยทั้งเก้าให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 324,486 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 9 ชำระเงิน 363,963.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 เมษายน 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 9 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 ร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 8 ชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 9,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ กับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 ต่างเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โดยจำเลยที่ 1 ประกอบกิจการจำหน่ายรถยนต์ ให้บริการซ่อม บำรุง และเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ ยี่ห้อเชฟโรเลต เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2558 โจทก์จองซื้อรถยนต์ ยี่ห้อเชฟโรเลต แบบแคปติวา ซึ่งเป็นรถยนต์ใหม่จากจำเลยที่ 1 โดยชำระเงินดาวน์เป็นเงิน 324,486 บาท และเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2558 โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทกับจำเลยที่ 9 ในราคา 1,295,352 บาท ผ่อนชำระ 72 งวด งวดละ 17,991 บาท มีนางสาวนิตยา เป็นผู้ค้ำประกัน หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อโจทก์นำรถยนต์พิพาทเข้าตรวจสอบที่ศูนย์บริการของจำเลยที่ 1 หลายครั้ง อ้างว่ารถยนต์พิพาทมีความผิดปกติ ครั้งสุดท้ายวันที่ 17 กรกฎาคม 2560 ขณะรถยนต์พิพาทใช้งานเป็นระยะทาง 33,778 กิโลเมตร โดยโจทก์จอดรถยนต์พิพาทไว้ที่ศูนย์บริการของจำเลยที่ 1 และนำกุญแจรถยนต์กลับไป จากนั้นโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 16 สิงหาคม 2560 บอกเลิกสัญญาและทวงถามให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 ชำระค่าเสียหาย จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 ได้รับหนังสือฉบับดังกล่าวเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2560 ต่อมาวันที่ 28 พฤษภาคม 2561 โจทก์ตกลงมอบกุญแจรถยนต์พิพาทให้จำเลยที่ 1 ไปตรวจสอบความผิดปกติของรถยนต์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 9 ไม่ขาดอายุความ จำเลยที่ 1 และที่ 3 อยู่ในฐานะเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้ให้บริการซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ด้วย จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 ต้องร่วมกันรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของรถยนต์พิพาท จำเลยที่ 9 ไม่ฎีกา โดยวางเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เป็นเงิน 359,609.59 บาท ต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2563 และศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาในปัญหาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ปัญหาว่า คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 9 ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยที่ 3 และที่ 9 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่จำเลยที่ 9 แก้ฎีกาว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ และจำเลยที่ 9 เป็นเพียงสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อเช่าซื้อจึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 นั้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีภาระการพิสูจน์ว่ารถยนต์พิพาทมีความชำรุดบกพร่องหรือไม่ กรณีต้องชั่งน้ำหนักและรับฟังพยานหลักฐานจากคู่ความทั้งสองฝ่ายหรือไม่ และพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความน่าเชื่อถือมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องว่า หลังจากทำสัญญาเช่าซื
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง