ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2542

ฎีกาที่ 13/2542

หลักกฎหมาย

ที่เหตุเกิดเป็นทางสัญจรและเป็นถนนสายหลักสายสำคัญ จึงน่าเชื่อว่าเวลา 1 นาฬิกา ยังมีรถแล่นอยู่และต้อง เปิดไฟสว่างแล่นสวนกันไปมา เชื่อว่าผู้เสียหายกับ ส. ต้องเห็นและจำคนร้ายได้ถนัดโดยเฉพาะคนร้ายที่ไม่ได้ สวมหมวกนิรภัย นอกจากนี้หลังเกิดเหตุผู้เสียหายกับ ส. ได้แจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจทราบถึงลักษณะของคนร้าย เมื่อจับคนร้ายได้ผู้เสียหายกับ ส. ไปดูตัวและยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายที่ใช้มีดฟันสายรัดกระเป๋าเสื้อผ้า กับจำเลยที่ 3 เป็นคนร้ายที่ใช้ไขควงจี้คุมผู้เสียหายกับ ส. ทั้งจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนและนำชี้ ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ แม้จำเลยที่ 3 จะนำสืบว่า คำให้การรับสารภาพเพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจข่มขู่และ ทำร้ายก็ตาม แต่ได้ความว่าในชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การรับสารภาพ ส่วนผู้ต้องหาอื่นอีก 4 คน ให้การปฏิเสธ ถ้ามีการข่ม ขู่หรือทำร้ายจริงเหตุใดเจ้าพนักงานตำรวจ จึงบังคับแต่เพียงจำเลยที่ 3 ไม่บังคับบุคคลที่ให้การปฏิเสธ ดังกล่าวให้ให้การรับสารภาพด้วย พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 เป็นคนร้ายที่ร่วมกระทำความผิดด้วย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์เอารถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 8 ป-4622 ของบริษัทอรุณกรลิสซิ่ง จำกัดซึ่งอยู่ในความครอบครองของนางอัชฌา แจ้งสุข ผู้เสียหายและหมวกนิรภัยจำนวน 2 ใบ กับเสื้อผ้าพร้อมกระเป๋าเป้รวมราคาทั้งสิ้น 57,400 บาท ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต โดยจำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันใช้มีดบางสแตนเลสหัวตัด ขนาดใบมีดยาว 12 นิ้ว 1 เล่มและไขควง 1 อัน ที่นำติดตัวมาเป็นอาวุธบังคับขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายร่างกายและชีวิตของผู้เสียหายและพลทหารสุริยา แจ้งสุข สามีผู้เสียหาย ทั้งนี้เพื่อความสะดวกแก่การปล้นทรัพย์ การพาทรัพย์ของผู้เสียหายนั้นไป เพื่อให้ผู้เสียหายยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น เพื่อยึดถือเอาทรัพย์ของผู้เสียหายนั้นไว้ และเพื่อให้พ้นจากการจับกุมโดยจำเลยทั้งสี่กับพวกใช้รถจักรยานยนต์ 2 คัน เป็นยานพาหนะ เพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 340 ตรี, 83, 33 ริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน นครสวรรค์ จ - 9101 รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 5 บ-0773 และมีดของกลาง ให้จำเลยทั้งสี่คืนหรือใช้ราคาหมวกนิรภัย จำนวน 2 ใบ เสื้อผ้าพร้อมกระเป๋าเป้ ราคา 1,400 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อจากโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 149/2539 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง, 83 ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี จำคุกคนละ 21 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสี่ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 14 ปี นับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 149/2539 ของศาลชั้นต้นริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน นครสวรรค์ จ-9101 ของกลาง และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาหมวกนิรภัย จำนวน 2 ใบ และเสื้อผ้าพร้อมกระเป๋าเป้ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 1,400 บาทแก่เจ้าของ คำขออื่นให้ยก จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2536เวลาประมาณ 1 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับคนร้ายอีกหนึ่งคนขับรถจักรยานยนต์นั่งซ้อนท้ายกันมา 2 คันแล้วร่วมกันใช้มีดและไขควงเป็นอาวุธขู่บังคับให้นางอัชฌา แจ้งสุข ผู้เสียหายกับพลทหารสุริยา แจ้งสุข สามีผู้เสียหายไม่ให้ขัดขืน คนร้ายทั้งสี่ได้เอากระเป๋าเป้บรรจุเสื้อผ้ากับรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 8 ป - 4622 และหมวกนิรภัย 2 ใบ ของผู้เสียหายไป หลังจากนั้นได้หลบหนีไปตามถนนสายเอเซียใหล้ กับหลักกิโลเมตรที่ 63 เขตอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อันเป็นสถานที่เกิดเหตุตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย ป.จ.1 จนกระทั่งวันที่ 18 มิถุนายน 2536 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอกสัมฤทธิ์ กิ่งรัตน์ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางปะอินกับพวกได้ออกตรวจไปตามถนนสายเอเซียใกล้กับที่เกิดเหตุพบรถจักรยานยนต์ 2 คัน มีจำเลยที่ 4 กับพวก ขับและนั่งซ้อนท้ายลักษณะใกล้เคียงกับที่ผู้เสียหายแจ้งความไว้ จึงได้ขอตรวจค้นพบอาวุธปืนสั้นไม่มีหมายเลขทะเบียนจำนวน 1 กระบอก และกระสุนปืนจำนวน 1 นัด จากนายชิดชัย บุญประเสริฐ พวกของจำเลยที่ 4 คนหนึ่ง จึงจับกุมจำเลยที่ 4 กับพวก ชั้นสอบสวนนายวินัย บุญทรัพย์ พวกของจำเลยที่ 4 อีกคนหนึ่งรับว่า กลุ่มคนร้ายที่ร่วมกันปล้นทรัพย์ผู้เสียหายพักอยู่ที่หอพักซอยประทานพร อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี วันที่ 19 มิถุนายน 2536 ร้อยตำรวจเอกสัมฤทธิ์จึงให้นายวินัยพาไปที่หอพักซอยประทานพร และจับกุมจำเลยที่ 1ถึงที่ 3 นายวสันต์ บัวอาจ นายเอนก ผ่อนตามและนายสถิตย์ เนียมทอง ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 และบันทึกการยึดของกลางและแจ้งข้อหาเอกสารหมาย จ.2 และค้นพบมีดสแตนเลสหัวตัดใบมีดยาว 12 นิ้ว จำนวน 1 เล่ม หมวกนิรภัยจำนวน 2 ใบ กับยึดรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าบีท สีแดงกับสีน้ำเงินจำนวน 2 คัน ตามบัญชีของกลางคดีอาญาเอกสารหมาย จ.5ต่อมาผู้เสียหายได้รับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าบีท สีแดงหมายเลขเครื่องยนต์ แอล เอส 110 อี-017679 ของผู้เสียหายคืนไปจากเจ้าพนักงานตำรวจ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายหรือไม่ ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน จึงต้องพิจารณาในเบื้องต้นว่า ผู้เสียหายกับพลทหารสุริยา ซึ่งเป็น
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13/2542 · ทนอย Thanoy