ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2547

ฎีกาที่ 1301/2547

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำเงินที่กู้ยืมจากโจทก์ร่วมและผู้เสียหายไปลงทุนหรือให้บุคคลอื่นกู้ยืมในลักษณะที่จะให้ผลประโยชน์มากเพียงพอที่จะนำมาจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมให้แก่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายได้ หากแต่การจ่ายผลประโยชน์เป็นดอกเบี้ยในอัตราสูงให้แก่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายในครั้งแรก ๆ เป็นเพียงอุบายทุจริตตั้งเรื่องขึ้นเพื่อหลอกลวงโจทก์ร่วมและผู้เสียหายให้หลงเชื่อและส่งมอบเงินให้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง และการที่จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ร่วมและผู้เสียหายโดยจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน และร้อยละ 20 ต่อเดือน ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ จึงเป็นความผิดตามมาตรา 5 แห่งพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ ด้วย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341, 91 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4, 5, 9, 12 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 106,826,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งเจ็ดพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางอัมพร แก้วกัณหา ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 5, 12 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 9 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม อันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสี่คงจำคุก 3 ปี 9 เดือน กับให้จำเลยทั้งสองใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 19,251,000 บาท โจทก์ร่วมจำนวน 24,905,000 บาท ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 5,000,000 บาท ผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 3,000,000 บาท ผู้เสียหายที่ 5 จำนวน 400,000 บาท ผู้เสียหายที่ 6 จำนวน 3,720,000 บาท ผู้เสียหายที่ 7 จำนวน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กรกฎาคม 2539) เป็นต้นไปจนว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีจ่าสิบเอกวิษณุวัฒน์ ชิยางคบุตร ผู้เสียหายที่ 1 นางอัมพร แก้วกัณหา โจทก์ร่วม นายทองสุข พรหมบุญ ผู้เสียหายที่ 3 นายพรทิวา กงเพชร ผู้เสียหายที่ 4 นายสมพร สาธารณะ ผู้เสียหายที่ 5 นายสำราญ ทวีมูล ผู้เสียหายที่ 6 และนายวิวัฒน์ บุ้งทอง ผู้เสียหายที่ 7 เป็นพยานเบิกความได้ความทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 มาติดต่อขอกู้ยืมเงินจากโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกอ้างว่าจะนำเงินกู้ดังกล่าวไปลงทุนในสหกรณ์ทหารและปล่อยกู้แก่บุคคลทั่วไป โดยเสนอให้ผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือนและร้อยละ 20 ต่อเดือน โจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกหลงเชื่อจึงให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปหลายครั้งและมีการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยในอัตราที่ต้องการตามกำหนดนัด ในการกู้ยืมเงินดังกล่าวจะทำหนังสือสัญญากู้ไว้เป็นหลักฐาน เมื่อจำเลยที่ 1 นำต้นเงินและดอกเบี้ยมาชำระก็จะฉีกหนังสือสัญญากู้ ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นน้องชายจำเลยที่ 1 และอยู่บ้านเดียวกัน เคยไปรับเงินจากโจทก์ร่วม ผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 7 จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ร่วมจำนวน 24,905,000 บาท ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 19,251,000 บาท ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 8,300,000 บาท ผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 3,000,000 บาท ผู้เสียหายที่ 5 จำนวน 500,000 บาท ผู้เสียหายที่ 6 จำนวน 3,720,000 บาท และผู้เสียหายที่ 7 จำนวน 900,000 บาท โดยจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อรับเงินตามเอกสารหมาย จ.1 ครั้งตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2539 จำเลยที่ 1 ไม่ได้จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยตรงตามกำหนดนัด โจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกติดตามทวงถาม แต่จำเลยที่ 1 ผัดผ่อนแล้วหลบหนีไป และโจทก์ โจทก์ร่วมมีจ่าสิบเอกชาตรี วรรณพฤกษ์ นายสุรศักดิ์ พลพันธ์ และสิบเอกกิตินันท์ จันทรา เบิกความสนับสนุน โดยจ่าสิบเอกชาตรีเบิกความว่า จำเลยที่ 1 เคยไปรับเช็คและเงินสดจากผู้เสียหายที่ 1 และเคยเห็นจำเลยที่ 1 นำเงินใส่ถุงกระดาษมามอบให้ผู้เสียหายที่ 1 โดยทราบว่าเงินที่จำเลยที่ 1 รับจากผู้เสียหายที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 นำไปให้ผู้อื่นกู้ยืมต่อและทราบว่าจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คมอบให้จำเลยที่ 2 นำไปเบิกเงินจากธนาคาร ส่วนนายสุรศักดิ์และสิบเอกกิตินันท์เบิกความทำนองเดียวกันว่า เคยไปธนาคารกับจำเลยที่ 2 ซึ่งนำเช็คไปเบิกเงิน นอกจากนี้จ่าสิบตำรวจสุทโธ โมรา ผู้จับกุม และพันตำรวจโทชัยญัติ สายถิ่น พนักงานสอบสวนเบิกความว่า ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันฉ้อโกงและแจ้งข้อหาเพิ่มเติมในชั้นสอบสวนว่า ร่วมกันกู้ยืมเงินเป็นปกติธุระโดยจ่ายหรือตกลงว่าจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพทั้งชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุม ตามบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสาร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1301/2547 · ทนอย Thanoy