ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2558

ฎีกาที่ 1306/2558

หลักกฎหมาย

คดีนี้จำเลยฟ้องแย้งให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายฐานละเมิดและผิดสัญญาจ้างแรงงานในฐานมูลละเมิดอันเกิดแต่นายจ้างกับลูกจ้างเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ส่วนคดีหมายเลขแดงที่ 2093/2558 ของศาลจังหวัดอุบลราชธานี จำเลยได้เป็นโจทก์ฟ้อง บ. และ ก. ในมูลเหตุเรื่องผิดสัญญาซื้อขายปุ๋ย ในคดีดังกล่าวแม้จะเป็นมูลมาจากเรื่องซื้อขายปุ๋ยพิพาทเดียวกันกับคดีนี้ แต่เป็นการกำหนดค่าเสียหายให้ผู้ถูกฟ้องในแต่ละคดีต้องรับผิด จึงไม่ขัดต่อกฎหมาย แต่อย่างไรก็ดีการที่ศาลจังหวัดอุบลราชธานีมีคำพิพากษาให้ บ. และ ก. รับผิดต่อจำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวเนื่องจากผิดสัญญาซื้อขายปุ๋ยโดยให้คืนเงินค่าซื้อปุ๋ยเป็นเงินจำนวน 3,147,950 บาท แก่จำเลยนั้น ก็เป็นมูลกรณีสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ จงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยเป็นเหตุให้เสียหายแก่จำเลยอย่างร้ายแรงและประมาทเลินเล่อในหน้าที่เป็นเหตุให้เสียหายแก่จำเลยอย่างร้ายแรง อันเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานและละเมิดต่อจำเลย ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยในฐานะที่โจทก์เป็นผู้จัดการของจำเลยที่เป็นผู้จัดซื้อปุ๋ยตามสัญญาซื้อขายปุ๋ยดังกล่าวเองและให้คณะกรรมการดำเนินการของจำเลยสั่งจ่ายเงินให้แก่ บ. และ ก. เป็นเงินจำนวน 5,050,000 บาท และ บ. และ ก. ส่งปุ๋ยให้จำเลยบางส่วนคิดเป็นเงิน 2,002,050 บาท คงค้างชำระเป็นเงินจำนวน 3,047,950 บาท ตามที่ศาลแรงงานภาค 3 วินิจฉัยให้โจทก์รับผิดต่อจำเลยเป็นค่าเสียหายส่วนหนึ่งตามฟ้องแย้งในคดีนี้ ดังนั้น หากจำเลยได้รับการชดใช้ค่าเสียหายในส่วนดังกล่าวจาก บ. และ ก. ตามคำพิพากษาศาลจังหวัดอุบลราชธานีดังกล่าว ก็ย่อมทำให้ความรับผิดที่โจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลยตามฟ้องแย้งในคดีนี้ลดลงตามไปด้วยเพียงนั้น จึงชอบที่หากจำเลยบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 2093/2558 ของศาลจังหวัดอุบลราชธานีในส่วนที่ให้คืนเงินแก่จำเลยจำนวน 3,047,950 บาท เป็นจำนวนเท่าใด ให้นำมาหักออกจากความรับผิดชำระหนี้ของโจทก์คดีนี้ด้วย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งและค่าจ้างเดิม หากจำเลยไม่สามารถรับโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งและค่าจ้างเดิมไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 4,268,690 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอบังคับโจทก์ชำระค่าเสียหายจำนวน 4,953,340 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลแรงงานภาค 3 พิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 4,286,725 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้ง (วันที่ 21 สิงหาคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยมอบอำนาจให้นายทองปน ดำเนินคดีแทน โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการและศาลแรงงานภาค 3 วินิจฉัยว่า จำเลยขาดสภาพคล่องทางการเงิน นายนิรันดร์ นักวิชาการสหกรณ์ ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายทะเบียนสหกรณ์จังหวัดเข้าไปตรวจสอบกิจการของจำเลย พบว่ามีการสั่งซื้อปุ๋ยจำนวนมากและมีใบส่งสินค้าจำนวน 8 ฉบับ คิดเป็นปุ๋ยจำนวน 9,600 กระสอบ และใบรับฝากสินค้าปุ๋ยฝากไว้ที่บริษัท เอส เอส ม้าแดง เฟอร์ทิไลเซอร์ จำกัด เมื่อมีการเรียกปุ๋ยที่ฝากไว้คืน โจทก์แจ้งสหกรณ์จังหวัดอุบลราชธานีให้เข้าไปตรวจสอบ แล้วโจทก์ให้นายถนอม พนักงานการตลาดของจำเลย เป็นผู้นำนายนิรันดร์และนายองอาจ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ ไปตรวจดูปุ๋ยอ้างว่าบริษัทส่งปุ๋ยที่ฝากไว้คืนแล้ว ปุ๋ยที่ตรวจดูเป็นปุ๋ยที่ซื้อเชื่อมาภายหลัง แต่ยังไม่ได้ลงทางบัญชี เท่ากับเป็นการหลอกลวงนายนิรันดร์กับนายองอาจจนหลงเชื่อว่าเป็นปุ๋ยที่ส่งมาจากบริษัทจริง เป็นการทำหลักฐานอันเป็นเท็จและนายถนอมผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์เบิกความยืนยันถึงความไม่สุจริตของโจทก์ว่า โจทก์นำใบส่งสินค้าจำนวน 8 ฉบับ คิดเป็นปุ๋ย 9,600 กระสอบ มาให้นายถนอมลงชื่อเป็นผู้รับสินค้า แต่นายถนอมไม่ลงชื่อเพราะจำเลยไม่ได้รับปุ๋ย ทำให้โจทก์ไม่พอใจ แล้วโจทก์นำใบส่งสินค้าจำนวน 8 ฉบับ ที่นายภานุพงษ์ ประธานกรรมการดำเนินการในขณะนั้นลงลายมือชื่อผู้รับสินค้ามาให้นายถนอมบันทึกในบัญชีซื้อปุ๋ยและทะเบียนคุมสินค้า ไปหักออกจากบัญชีลูกหนี้ค่ามัดจำปุ๋ยเคมี 4,286,725 บาท แล้วยังให้นายถนอมพานายนิรันดร์และนายองอาจไปตรวจดูปุ๋ยที่ซื้อเชื่อมาภายหลัง แต่ยังไม่ได้ลงทางบัญชีบอกว่าเป็นปุ๋ยที่บริษัทรับฝากไว้ส่งมาทดแทนปุ๋ยเดิม โดยปุ๋ยเดิมจำหน่ายหมดแล้ว โจทก์ปฏิบัติผิดระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ว่าด้วยการบัญชีของสหกรณ์ พ.ศ.2542 และคำแนะนำนายทะเบียนสหกรณ์เรื่องวิธีปฏิบัติทางบัญชีเกี่ยวกับลูกหนี้ พ.ศ.2547 โดยเมื่อจำเลยยื่นฟ้องนายบุญหลายกับนายไกรวัล ต่อศาลและศาลประทับรับฟ้องแล้ว จะต้องปิดบัญชีเดิมและตั้งบัญชีใหม่ว่า บัญชีลูกหนี้ระหว่างดำเนินคดี เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วก็ต้องปิดบัญชีเดิมและตั้งบัญชีใหม่ว่า บัญชีลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามระเบียบและคำแนะนำของนายทะเบียน หากโจทก์ปฏิบัติถูกระเบียบแล้วการส่งมอบปุ๋ยจำนวน 9,600 กระสอบ จะต้องนำมาตัดออกจากบัญชีลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่โจทก์นำไปตัดออกจากบัญชีค่ามัดจำปุ๋ยเคมีและความจริงแล้วไม่มีการส่งปุ๋ยจำนวน 9,600 กระสอบ จึงไม่สามารถนำมูลค่าปุ๋ยมาตัดออกจากบัญชีค่ามัดจำปุ๋ยเคมีได้ ต่อมาเมื่อนายบรรยงกับพวก ซึ่งเป็นสมาชิกสหกรณ์จำเลยร้องเรียนผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีจึงได้มีการสอบสวนข้อเท็จจริง พบว่าโจทก์สั่งซื้อปุ๋ยจำนวน 5,050,000 บาท จากนายบุญหลายและนายไกรวัล ชำระเงินมัดจำล่วงหน้าให้แก่นายบุญหลายจำนวน 1,000,000 บาท แต่โจทก์ในฐานะผู้จัดการไม่ลงชื่อในฐานะตรวจสอบ อันเป็นการปฏิบัติผิดข้อบังคับของจำเลย ข้อ 89 (20) ที่ว่า อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้จัดการในเรื่องไม่รับผิดชอบตรวจสอบการรับจ่ายเงินทั้งปวงของจำเลยให้เป็นการถูกต้องตลอดจนรวบรวมใบสำคัญและเอกสารต่าง ๆ เกี่ยวกับการเงินของจำเลยไว้โดยครบถ้วน แต่ผู้ลงชื่อในฐานะตรวจสอบกลับเป็นผู้ตรวจสอบกิจการสหกรณ์ซึ่งไม่ถูกต้องตามระเบียบของจำเลย เมื่อพิจารณาถึงการสั่งซื้อปุ๋ยของโจทก์เป็นจำนวนมากถึง 5,050,000 บาท แล้วโจทก์ซื้อปุ๋ยจากนายบุญหลายและนายไกรวัลโดยชำระเงินล่วงหน้าก่อนที่จะได้รับปุ๋ยก็ไม่ปรากฏว่า นายบุญหลายและนายไกรวัลเป็นพ่อค้าปุ๋ยรายใหญ่หรือมีศักยภาพในการจำหน่ายปุ๋ยเพียงใด หากไม่ซื้อปุ๋ยจากพ่อค้าปุ๋ยทั้งสองแล้ว จำเลยจะต้องได้รับความเสียหายอย่างไร หรือทำให้จำเลยไม่สามารถซื้อปุ๋ยจากที่อื่นได้อีก การที่โจทก์ทำสัญญาซื้อปุ๋ยจากพ่อค้าปุ๋ยทั้งสองไม่มีเหตุผลที่จะต้องจ่ายเงินค่ามั
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1306/2558 · ทนอย Thanoy