ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2562

ฎีกาที่ 1308/2562

หลักกฎหมาย

อ. ได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 โดยชอบด้วยกฎหมาย โดยไม่ได้ถูกกลฉ้อฉลหรือถูกหลอกลวงแต่ประการใด และจำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์หาใช่ครอบครองแทนบุคคลอื่นไม่ ที่ดินตามฟ้องจึงไม่เป็นทรัพย์มรดกของ อ. ที่จะตกได้แก่ทายาท เมื่อที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมมีอำนาจแบ่งแยก โอนขายหรือให้บุคคลใดเข้ามาถือกรรมสิทธิ์รวมหรือจะทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินของตนได้ เมื่อที่ดินพิพาทไม่เป็นทรัพย์มรดกของ อ. โจทก์ทั้งสองจึงไม่ได้ถูกโต้แย้งสิทธิ จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาขายที่ดินระหว่าง อ. กับจำเลยที่ 1 รวมทั้งไม่อาจฟ้องบังคับให้ใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของรวมในที่ดินด้วย และเมื่อจำเลยที่ 1 บอกกล่าวให้โจทก์ที่ 1 ออกไปจากที่ดินพิพาทแล้ว โจทก์ที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทต่อไป

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินฉบับลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 ระหว่างนางอิ่ม ผู้ขายกับจำเลยที่ 1 ผู้ซื้อเป็นโมฆะ และบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ทั้งหมดและจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 9596, 10001, 10002 และ 10003 จากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 9594, 9595, 9596, 9597, 9874, 9999, 10000, 10001, 10002 และ 10003 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 9586 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งบังคับให้โจทก์ทั้งสองและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 9596, 10001, 10002 และ 10003 และบ้านเลขที่ 2 หมู่ที่ 1 ของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ทั้งสองชำระค่าเสียหาย 170,000 บาท และค่าเสียหายปีละ 90,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ทั้งสองและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้องแย้ง ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตาย นายอัศวิน ทายาทของโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ และบังคับตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ที่ 1 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างนอกจากบ้านเลขที่ 2 หมู่ที่ 1 พร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 9596, 10001, 10002 และ 10003 และบ้านเลขที่ 2 หมู่ที่ 1 ของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 82,500 บาท และให้ชำระค่าเสียหายปีละ 90,000 บาท นับถัดจากวันยื่นฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 23 กันยายน 2557) เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ที่ 1 จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและบ้านของจำเลยที่ 1 กับให้โจทก์ที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องแย้งแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 สำหรับโจทก์ที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ที่ 2 ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองเป็นบุตรของนางอิ่ม กับนายแส้เพ็ง นางอิ่มถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2541 เดิมนางอิ่มเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 134 ซึ่งมีบ้านเลขที่ 2 ปลูกสร้างอยู่บนที่ดิน เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 นางอิ่มจดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ขอเปลี่ยนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 134 เป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 711 ตามการแบ่งเขตการปกครองใหม่ และดำเนินการแบ่งแยกที่ดินออกเป็นแปลงย่อยอีกหลายครั้งหลายแปลง รวมทั้งขอออกเป็นโฉนดที่ดินและจดทะเบียนให้จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรวมในที่ดินบางส่วน โดยที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 9594, 9595, 9596, 9597, 9874, 9999, 10000, 10001, 10002 และ 10003 เป็นที่ดินแบ่งแยกมาจากที่ดินแปลงดังกล่าวโจทก์ที่ 1 พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 2 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 10001 และ10002 จำเลยที่ 1 บอกกล่าวให้โจทก์ที่ 1 ออกไปจากที่ดินดังกล่าวแล้ว แต่โจทก์ที่ 1 เพิกเฉย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนางอิ่มหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนางอิ่มกับจำเลยที่ 1 นั้น ไม่ได้เกิดจากการแสดงเจตนาอันแท้จริงของนางอิ่ม แต่เกิดจากการหลอกลวงฉ้อฉลของจำเลยที่ 1 ดังนั้น สัญญาซื้อขายที่ดิน เป็นโมฆะ ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินของนางอิ่ม เมื่อนางอิ่มถึงแก่ความตายจึงเป็นทรัพย์มรดกตกทอดได้แก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาท จำเลยทั้งสองเป็นเพียงผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ครอบครองที่ดินแทนทายาทคนอื่น ๆ หาใช่จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ไม่ เมื่อที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนางอิ่ม จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีอำนาจแบ่งแยกโอนขายหรือให้บุคคลใดเข้าถือกรรมสิทธิ์รวม หรือจะทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของนางอิ่ม การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ทั้งสองในฐานะทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกในที่ดินพิพาท โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างนางอิ่มกับจำเลยที่ 1 รวมทั้งมีอำนาจ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง