ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2565

ฎีกาที่ 1310/2565

หลักกฎหมาย

จำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตโจทก์ ต่อมาโจทก์ได้รับข้อมูลที่เกี่ยวกับจำเลย ได้แก่ หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน และหมายเลขบัตรเอทีเอ็มที่จำเลยเคยสมัครใช้บริการกับโจทก์ก่อนหน้านั้น ผ่านระบบแอปพลิเคชันที่โจทก์จัดไว้แก่บุคคลทั่วไปผ่านระบบอินเทอร์เน็ตสำหรับสมาชิกขอใช้บริการอิเล็กทรอนิกส์เพื่อทำธุรกรรมถอนเงิน โอนเงิน หรือชำระค่าสินค้าและบริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อโจทก์ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคลของจำเลยจริง โจทก์ส่งรหัสผ่านหรือที่เรียกว่าโอทีพีแก่จำเลยผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่แจ้งทำธุรกรรมกับโจทก์เมื่อมีการยืนยันหมายเลขรหัสโอทีพีที่โจทก์ส่งผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวส่งกลับมาถูกต้องโจทก์จึงอนุมัติให้จำเลยใช้บริการอิเล็กทรอนิกส์ได้ หลังจากนั้นมีผู้ส่งคำสั่งขอถอนเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์จากบัตรเครดิตของจำเลย โจทก์เชื่อว่าเป็นคำสั่งของจำเลยจริงจึงส่งรหัสโอทีพีอีกรหัสหนึ่งสำหรับธุรกรรมในการถอนเงินครั้งนี้ไปยังหมายเลขโทรศัพท์ของจำเลยในลักษณะเช่นเดียวกัน โจทก์ตรวจสอบความถูกต้องแล้วจึงอนุมัติให้ทำรายการดังกล่าวตามคำสั่งจนเสร็จสิ้น แม้จำเลยจะอ้างว่าปัจจุบันไม่ใด้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าว ทั้งไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด แต่เมื่อจำเลยรับว่าจำเลยได้รับการติดต่อจากคนร้าย และคนร้ายให้จำเลยเปิดใช้บริการบัตรเอทีเอ็ม หลังจากนั้นจึงพบว่ามีการโอนเงินจากบัญชีออมทรัพย์และจากบัตรเครดิตไปยังบุคคลภายนอก การที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อปล่อยปละละเลยให้คนร้ายนำข้อมูลของจำเลยไปใช้ทำให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยซึ่งเป็นลูกค้าของโจทก์โดยไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตรวจสอบเยี่ยงผู้มีวิชาชีพ นั้น แม้โจทก์จะประกอบกิจการธนาคารอันเป็นกิจการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการเงินและออกแบบธุรกรรมอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งโดยเรียกเก็บค่าธรรมเนียม แต่ข้อมูลที่ใช้ในการทำธุรกรรมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ล้วนเป็นข้อมูลส่วนบุคคลของจำเลยที่เป็นข้อมูลที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยโดยเฉพาะ ยากที่บุคคลอื่นใดจะล่วงรู้ข้อมูลเหล่านั้นได้ จะถือว่าโจทก์ปล่อยปละละเลยเป็นเหตุให้คนร้ายนำข้อมูลของลูกค้าไปใช้ทำให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยซึ่งเป็นลูกค้าของโจทก์หาได้ไม่ ที่จำเลยคิดว่าที่คนร้ายระบุให้จำเลยไปทำบัตรเอทีเอ็มที่ธนาคารโจทก์ อาจเป็นเพราะระบบความปลอดภัยของโจทก์ยังไม่ได้มาตรฐานเช่นของสถาบันการเงินอื่น นั้น เป็นเพียงการคิดวิเคราะห์ของจำเลย กับอ้างเพียงแต่ลอย ๆ ว่าไม่เคยได้รับหรือทราบรหัสโอทีพีที่โจทก์อ้างว่าส่งให้จำเลย ทั้งที่ยอมรับว่าเคยใช้โทรศัพท์หมายเลขที่โจทก์ใช้ในการติดต่อธุรกรรมดังกล่าว ทั้งเป็นการยากที่บุคคลอื่นจะใช้ข้อมูลของจำเลยและรหัสโอทีพีที่รับส่งผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยเพื่อสมัครเข้ารับบริการและออกคำสั่งถอนเงินจากบัตรเครดิตผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของโจทก์ จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้โจทก์

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 91,619.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี จากต้นเงิน 72,798.55 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์คืนเงิน 115,555 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับเฉพาะคำให้การไม่รับฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับให้จำเลยชำระเงิน 72,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 70,000 บาท นับจากวันที่ 21 ธันวาคม 2560 ถึงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 และอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับจากวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์ วงเงิน 100,000 บาท นอกจากนั้นจำเลยยังมีบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่ธนาคารโจทก์สาขาลาดหญ้า ยอดเงินคงเหลือยกมา 113,548.01 บาท และรายการวันที่ 4 ธันวาคม 2560 ยอดเงินคงเหลือ 115,561.23 บาท โดยเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2560 จำเลยได้ไปขอใช้บริการบัตรเอทีเอ็มสำหรับบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ดังกล่าว ใบแจ้งยอดการใช้บัตรเครดิต ปรากฏรายการการใช้บัตรเครดิตในแต่ละเดือน ดังนี้ วันที่ (ว/ด) ที่เกิดรายการในเดือนธันวาคม 2560 จำนวน 6 รายการ คือ (1) 6 ธันวาคม 2560 UNICEF AREA OFF FOR THAILBANGKOK 1,499 บาท (2) 8 ธันวาคม 2560 SAMITIVEJ HOSPITAL LTD BANGKOK 15,727 บาท (3) 14 ธันวาคม 2560 ROYAL PROJECT SHOP BANGKOK TH 505 บาท (4) 14 ธันวาคม 2560 03091 DTN CO. THE OLD SIAM BANGKOK 426.93 บาท (5) 15 ธันวาคม 2560 THAI RED CROSS SOCIETY BANGKOK 1,800 บาท และ (6) 21 ธันวาคม 2560 CASH ADVANCE 70,000 บาท อันเป็นรายการที่ปิดยอดวันที่ 5 มกราคม 2561 และวันกำหนดชำระคือวันที่ 25 มกราคม 2561 ส่วนในเดือนถัดมาที่ปิดยอดวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 และกำหนดชำระในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 จนถึงปิดยอดวันที่ 5 มีนาคม 2562 และกำหนดชำระในวันที่ 25 มีนาคม 2562 ไม่ปรากฏรายการการใช้บัตรในแต่ละเดือน คดีเป็นอันฟังได้ว่าจำเลยใช้บัตรครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2560 จำนวน 70,000 บาท และชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2561 จำนวน 19,957.93 บาท อันเป็นจำนวนเท่ากับรายการการใช้บัตรในเดือนธันวาคม 2560 รายการที่ (1) ถึงที่ (5) จำเลยยกเลิกบัตรเอทีเอ็มพร้อมปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์และยกเลิกบัตรเครดิตแล้ว คดีคงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะรายการการใช้บัตรในเดือนดังกล่าวรายการที่ (6) เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2560 ซึ่งจำเลยปฏิเสธว่าจำเลยไม่ได้ใช้หรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัตรเครดิตเบิกถอนเงินดังกล่าว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องหรือไม่ การที่จำเลยถูกคนร้ายหลอกให้เปิดบัตรเอทีเอ็มแล้วคนร้ายใช้ข้อมูลไปใช้เบิกถอนเงินจากบัตรเครดิตเป็นเพราะระบบรักษาความปลอดภัยทางอิเล็กทรอนิกส์ของโจทก์ขาดประสิทธิภาพ ข้อนี้สำหรับรายการการใช้บัตรในเดือนดังกล่าวรายการที่ (6) เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2560 นั้น ได้ความจากนายรวิกร พนักงานของโจทก์เบิกความตอบศาลว่า จำเลยใช้บัตรเครดิตเบิกถอนเงินสดผ่านระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ 70,000 บาท มีค่าธรรมเนียม 2,100 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 147 บาท และเบิกความตอบข้อซักถามของทนายโจทก์ตามที่ได้รับอนุญาตจากศาลถึงการเบิกถอนเงินดังกล่าวว่า เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2560 เวลา 15 นาฬิกา โจทก์ได้รับข้อมูลที่เกี่ยวกับจำเลย ได้แก่ หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลย และหมายเลขบัตรเอทีเอ็มที่จำเลยเคยสมัครใช้บริการไว้กับโจทก์ก่อนหน้านั้น ข้อมูลดังกล่าวถูกส่งผ่านระบบแอพพลิเคชันที่โจทก์จัดไว้แก่บุคคลทั่วไปผ่านระบบอินเทอร์เน็ตสำหรับสมัครขอใช้บริการอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้ทำธุรกรรมการถอนเงิน โอนเงิน หรือชำระสินค้าและค่าบริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เวลา 15.01 นาฬิกา เมื่อโจทก์ตรวจสอบว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคลของจำเลยแล้วจริง โจทก์ส่งหมายเลขรหัสผ่านหรือที่เรียกว่าโอทีพีแก่จำเลยผ่านเข้าไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 8871xxxx ของจำเลยที่เคยแจ้งและลงทะเบียนไว้ โจทก์ได้รับแจ้งหมายเลขโทรศัพท์นั้นจากจำเลยตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2555 การส่งรหัสโอทีพีเพื่อให้จำเลยนำไปสมัครขอใช้บริการอิเล็กทรอนิกส์ของโจทก์ซึ่งปรากฏว่ามีผู้ดำเนินการสมัครขอรับบริการอิเล็กทรอนิกส์กับโจทก์ในนามของจำเลยด้วยข้อมูลส่วนบุคคลของจำเลยจนเสร็จสิ้น ภายหลังจากที่โจทก์ได้รับการยืนยันหมายเลขรหัสโอทีพีที่โจทก์ส่งให้ผ่านโทรศัพท์เคลื่อ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1310/2565 · ทนอย Thanoy