ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2556

ฎีกาที่ 13113/2556

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายไปยังบ้านที่เกิดเหตุพร้อมกับ ว. แล้ว จำเลยที่ 2 เรียกชื่อเล่นของ น. ว่า ปู เมื่อผู้ตายตะโกนว่าปูไม่อยู่ ว. ใช้อาวุธปืนยิงไปที่ประตูบ้านถูกผู้ตายถึงแก่ความตาย จากนั้นจำเลยทั้งสองและ ว. พากันหลบหนีไป ว. ไปถอดหมวกนิรภัยและเสื้อที่สวมใส่ในขณะก่อเหตุที่บ้านของจำเลยทั้งสองก่อนจะหลบหนีไป การกระทำของจำเลยทั้งสองบ่งชี้ว่ามีเจตนาร่วมกระทำความผิดกับ ว. จึงเป็นตัวการร่วมกัน แต่การที่ ว. ใช้อาวุธปืนยิงไปที่ประตูบ้าน 2 นัด หลังจากผู้ตายตะโกนบอกว่าปูไม่อยู่ กระสุนปืนถูกผู้ตายถึงแก่ความตายนั้นเป็นการกระทำที่เล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนอาจถูกคนในบ้านถึงแก่ความตายเท่านั้น มิได้ประสงค์ต่อผลโดยตรงที่จะยิงให้ถูก น. เนื่องจากมองไม่เห็นว่า น. อยู่ที่ใด จึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองในฐานเป็นตัวการร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงลงโทษได้ในฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น โดยบุคคลจะต้องรับโทษหนักขึ้นโดยอาศัยข้อเท็จจริงใด บุคคลนั้นจะต้องได้รู้ข้อเท็จจริงนั้นตาม ป.อ. มาตรา 62 วรรคท้าย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289 (4), 371, 83, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางลอย มารดานางสาวชูใจ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 670,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 371 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบ 52 (1) ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืน จำคุกคนละ 4 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 620,000 บาท แก่โจทก์ร่วม จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง และยกคำร้องของโจทก์ร่วม โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีในส่วนแพ่ง โจทก์ร่วมไม่ฎีกาจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า บริเวณที่เกิดเหตุเป็นที่โล่งมีแสงสว่างจากเสาไฟฟ้าสาธารณะส่องออกจากมุมสูง เชื่อว่าเด็กชายภานุเดชมองเห็นเหตุการณ์จากช่องว่างตรงประตูสังกะสีได้ชัดเจน โดยยืนยันว่าคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงมาที่ประตูบ้านและหลบหนีไปกับจำเลยทั้งสองสวมหมวกนิรภัยและใส่เสื้อแขนยาวสีดำ จำเลยทั้งสองก็รับว่าได้ไปทวงเงินจากนายนิรัญที่หน้าบ้าน จำเลยที่ 2 เป็นคนเรียกนายนิรัญซึ่งมีชื่อเล่นว่าปู โดยอ้างว่าเมื่อมีเสียงผู้หญิงตะโกนว่าปูไม่อยู่ จึงพากันกลับ แต่จากคำเบิกความของนายธิติพงศ์พยานจำเลยทั้งสองได้ความว่า พยานและนายภาคภูมิได้ร่วมเดินทางไปที่บ้านของนายนิรัญด้วย และมีนายวรวัฒน์ขับรถจักรยานยนต์ตีประกบคู่กับจำเลยทั้งสอง ไม่ทราบว่าคุยอะไรกันซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของเด็กชายภานุเดช และของกลางที่ร้อยตำรวจโทสุพิศยึดได้จากในบ้านของจำเลยทั้งสองคือหมวกนิรภัยและเสื้อเชิ้ตคอกลมสีฟ้ากับเสื้อแขนยาวสีดำ โดยจำเลยที่ 1 รับว่านายวรวัฒน์ได้ไปที่บ้านของจำเลยทั้งสองแล้วถอดหมวกกับเสื้อดังกล่าวก่อนหลบหนีไป ตามข้อความในบันทึกตรวจยึดและบัญชีของกลางคดีอาญา ร้อยตำรวจโทสุพิศและพันตำรวจโทวรรณะจัดทำขึ้น ซึ่งจำเลยที่ 1 ลงชื่อไว้ แม้ข้อความดังกล่าวจะเป็นถ้อยคำที่จำเลยที่ 1 ให้ไว้ต่อร้อยตำรวจโทสุพิศผู้จับกุม และพันตำรวจโทวรรณะพนักงานสอบสวนจะเป็นพยานบอกเล่า แต่ร้อยตำรวจโทสุพิศและพันตำรวจโทวรรณะต่างเป็นเจ้าพนักงานของรัฐไม่เคยรู้จักจำเลยทั้งสองมาก่อน และได้แจ้งสิทธิของผู้ต้องหาให้ทราบแล้ว ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานเช่นว่านั้น น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ พยานหลักฐานดังกล่าวจึงรับฟังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคท้าย และมาตรา 226/3 วรรคสอง (1) เมื่อประกอบกับคำเบิกความของเด็กชายภานุเดชซึ่งเห็นเหตุการณ์ขณะคนร้ายที่สวมหมวกนิรภัยและใส่เสื้อลักษณะเดียวกับของกลางใช้อาวุธปืนยิงถูกผู้ตายแล้วมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายไปยังบ้านที่เกิดเหตุพร้อมกับนายวรวัฒน์แล้วจำเลยที่ 2 เรียกชื่อเล่นของนายนิรัญว่าปู เมื่อผู้ตายตะโกนว่าปูไม่อยู่ นายวรวัฒน์ใช้อาวุธปืนยิงไปที่ประตูบ้านถูกผู้ตายถึงแก่ความตาย จากนั้นจำเลยทั้งสองและนายวรวัฒน์พากันหลบหนีไป นายวรวัฒน์ไปถอดหมวกนิรภัยและเสื้อที่สวมใส่ในขณะก่อเหตุที่บ้านของจำเลยทั้งสองก่อนจะหลบหนีไป การกระทำของจำ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13113/2556 · ทนอย Thanoy