คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2534
ฎีกาที่ 1315/2534
หลักกฎหมาย
ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้คนตายตามมาตรา 339 วรรคท้าย ประกอบกับมาตรา 340 ตรี แล้วให้ลงโทษตามมาตรา 288 นั้นไม่ถูกต้อง เพราะความผิดตามมาตรา 339 วรรคท้ายประกอบกับมาตรา 340 ตรี มีอัตราโทษสูงกว่าความผิดตามมาตรา 288ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียว แต่ต้องลงโทษบทหนัก ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขวางบทลงโทษให้ถูกต้องโดยไม่ลงโทษสูงกว่าเดิมได้ กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 และที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานพาอาวุธปืนไปโดยผิดกฎหมายลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง,72 ทวิ วรรคสอง จำคุก 1 ปี และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371ปรับ 100 บาท นั้นก็ยังไม่ถูกต้อง เนื่องจากความผิดทั้งสองฐานเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงแก่จำเลยทั้งสอง คือ พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ศาลฎีกาสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องเสียด้วย และเหตุดังกล่าวข้างต้นอยู่ในส่วนลักษณะคดีให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งถอนฎีกาไปแล้วได้
มาตราที่อ้างถึง
ป.อ. 90ป.อ. 91ป.อ. 288ป.อ. 339ป.อ. 340 ตรีป.อ. 371ป.วิ.อ. 212พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 8 ทวิพ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 72 ทวิ
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก กับมีกระสุนปืน 6 นัด โดยไม่ได้รับอนุญาตและพาอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนดังกล่าวกับมีดปลายแหลม 2 เล่มไปตามทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยไม่มีเหตุสมควร และจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันชิงทรัพย์ของนายอุดมศักดิ์หรือสมพงษ์ประเทืองความสุข รวม 5 รายการ เป็นเงิน 692,840 บาท และทรัพย์ของนายสุรสีห์ แซ่เอี้ยวหรือแซ่เอี๊ยวหรือแซ่เอี้ยว รวม 9 รายการเป็นเงิน 399,980 บาท และร่วมกันฆ่านายอุดมศักดิ์หรือสมพงษ์และนายสุรสีห์ โดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยทรมานและโดยกระทำทารุณโหดร้ายเจ้าพนักงานยึดอาวุธปืน 1 กระบอก ปลอกกระสุนปืน 3 ปลอก ลูกกระสุนปืน1 ลูก กระสุนปืน 1 นัด มีดปลายแหลม 2 เล่ม กระดาษกาว 1 ม้วนขวดใช้บรรจุน้ำกรด 1 ขวด จากสถานที่เกิดเหตุ และลูกกระสุนปืน3 ลูก เศษลูกกระสุนปืน 1 ชิ้น จากศพของนายอุดมศักดิ์ ซึ่งเป็นทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองใช้กระทำผิด เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 288, 289, 339, 340 ตรี,371 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2526 มาตรา 4 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2525 มาตรา 13 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2514 ข้อ 14, 15 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 4 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 ข้อ 3, 6, 7พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2522 มาตรา 5, 7 และริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ปากแรกจบคำซักถามแล้วโดยฝ่ายจำเลยยังมิได้ถามค้าน จำเลยที่ 2 ขอให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพหลังจากสืบพยานโจทก์ไปแล้ว 2 ปาก ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยกระทำทรมานและโดยกระทำทารุณโหดร้าย ฐานชิงทรัพย์โดยใช้อาวุธปืน ฐานมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตและพาอาวุธปืนไปในเมืองหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรและฐานพาอาวุธไปในเมืองหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรความผิดฐานฆ่าผู้อื่นกับชิงทรัพย์เป็นความผิดกรรมเดียว และความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมืองหรือทางสาธารณะเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90นอกนั้นเป็นความผิดหลายกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 289(5)ให้ประหารชีวิต ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7,72 วรรคหนึ่ง ลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี ตามมาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง,72 ทวิ วรรคสอง ลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 371 ให้ปรับ 100 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพหลังจากสืบพยานโจทก์ปากสำคัญบางปากแล้ว พยานหลักฐานโจทก์มั่นคงการรับสารภาพของจำเลยทั้งสองเป็นการจำนนต่อพยานหลักฐาน แม้ไม่รับสารภาพก็สามารถลงโทษได้อยู่แล้ว การรับสารภาพไม่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาไม่มีเหตุบรรเทาโทษ จึงไม่ลดโทษ ให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ของกลางริบ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองใช้ปืนยิงหลายนัดและใช้มีดแทงหลายครั้ง แสดงว่ามีเจตนาฆ่าให้ตายแทบจะในทันทีทันใดมิได้ให้ตายอย่างทรมาน จึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย แต่ศาลชั้นต้นลงโทษฐานชิงทรัพย์โดยใช้อาวุธปืนจึงไม่ถูกต้องเนื่องจากความผิดดังกล่าวมีโทษหนักกว่าชิงทรัพย์โดยใช้อาวุธปืน สมควรวางบทลงโทษให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 83 และมาตรา 339 วรรคท้าย ประกอบกับมาตรา 340 ตรี การกระทำเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 288, 83 จำเลยที่ 2 อายุ 19 ปี มีความรู้สึกผิดชอบดี ไม่ลดมาตราส่วนโทษ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา แต่ก่อนส่งสำนวนไปศาลฎีกา จำเลยที่ 1ขอถอนฎีกาศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้คนตายตามมาตรา 339 วรรคท้าย ประกอบกับมาตรา 340 ตรี ให้ลงโทษตามมาตรา 288 นั้นไม่ถูกต้อง เพราะความผิดตามมาตรา 339 วรรคท้าย ประกอบกับมาตรา 340 ตรี มีอัตราโทษสูงกว่าความผิดตามมาตรา 288 ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวกันแต่ต้องลงโทษบทหนัก ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขวางบทลงโทษให้ถูกต้องโดยลงโทษไม่สูงกว่าเดิมได้ กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา2
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง