ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2536

ฎีกาที่ 1316/2536

หลักกฎหมาย

มาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518เป็นกรณีต่อเนื่องมาจากมาตรา 19 ซึ่งเป็นเรื่องข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างอันเกิดจากข้อเรียกร้อง ข้อตกลงนี้จึงมีผลผูกพันระหว่างนายจ้างและลูกจ้างในขณะที่ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นและมีผลใช้บังคับเท่านั้น จำเลยที่ 1 รับโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6และที่ 7 กลับเข้าทำงานใหม่โดยมิใช่เป็นการรับกลับเข้าทำงานตามสภาพการจ้างเดิม จึงมิใช่กรณีจะนำบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงมาแล้วว่าอย่างไร จะอุทธรณ์ให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงผิดไปจากที่ศาลแรงงานกลางฟังมาไม่ได้ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 รับโจทก์ทั้งเจ็ดเข้าทำงานกับจำเลยทั้งสอง แต่สัญญาที่จำเลยทั้งสองได้ทำไว้ต่อกันก็เพื่อเป็นการเลี่ยงประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 103 และประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานเพื่อที่จะให้โจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีนิติสัมพันธ์โดยตรงกับจำเลยที่ 2แต่ข้อเท็จจริงในการทำงานของโจทก์ทั้งเจ็ดนั้น โจทก์ทั้งเจ็ดเข้ามาทำงานภายในบริเวณสถานประกอบการของจำเลยที่ 2 และการเข้าออกสถานที่ของจำเลยที่ 2 จะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 เครื่องมือเครื่องใช้ในการทำงาน วัตถุดิบในการผลิตต่าง ๆเป็นของจำเลยที่ 2 และเมื่อโจทก์ทั้งเจ็ดมีผลผลิตออกมาได้เท่าไรจะเป็นของจำเลยที่ 2 ทั้งหมดทันที จึงเห็นว่าการที่จำเลยที่ 1และที่ 2 ทำสัญญาไว้ต่อกันก็เพื่อเป็นการอำพรางและหลีกเลี่ยงประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 และประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน เพื่อให้โจทก์และพนักงานอื่นของจำเลยที่ 1ไม่มีนิติสัมพันธ์การเป็นนายจ้างลูกจ้างกับจำเลยที่ 2 ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยที่ 2 ทำให้โจทก์และลูกจ้างอื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 ต้องเสียเปรียบ จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของโจทก์ด้วยโจทก์ทั้งเจ็ดเข้าทำงานกับจำเลยทั้งสองในวันและเวลาอัตราค่าจ้างและตำแหน่งหน้าที่แตกต่างกัน ปรากฏตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1ในการเข้ามาทำงาน โจทก์แต่ละคนไม่เคยทำสัญญาในลักษณะที่มีการกำหนดอายุสัญญาจ้างที่แน่นอนไว้แต่อย่างใด อีกทั้งโจทก์บางคนได้ทำงานมาตั้งแต่บริษัทอมรกิจจำกัด โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานอมรกิจ เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2532 สหภาพแรงงานอมรกิจจัดประชุมใหญ่ ที่ประชุมใหญ่มีมติให้นัดหยุดงานตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2532 เป็นต้นไปจนกว่าการเจรจาจะสามารถตกลงกันได้ซึ่งสหภาพแรงงานอมรกิจเป็นสหภาพแรงงานในกิจการของจำเลยที่ 1ครั้นถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2532 สหภาพแรงงานอมรกิจนัดหยุดงานตามที่มติประชุมใหญ่ของสหภาพแรงงาน โจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานอมรกิจได้ร่วมนัดหยุดงานด้วย ในระหว่างการนัดหยุดงาน สหภาพแรงงานอมรกิจกับจำเลยทั้งสองมีการเจรจาเพื่อตกลงกันในข้อพิพาทแรงงานที่เกิดขึ้นหลายครั้ง จนกระทั่งวันที่ 9 สิงหาคม 2532 สหภาพแรงงานอมรกิจสามารถเจรจาตกลงกับจำเลยทั้งสองได้ ปรากฏตามเอกสารท้ายหมายเลข 2 โดยมีข้อสัญญาว่าจำเลยที่ 1 และอีก 3 บริษัทจะรับลูกจ้างที่เกี่ยวข้องเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างเท่าเดิม นับอายุงานต่อเนื่อง และสภาพการจ้างเป็นไปตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของแต่ละบริษัทโดยลูกจ้างต้องไปเขียนใบสมัครงานกับบริษัทที่เกี่ยวข้องภายในวันที่ 11 สิงหาคม2532 เวลา 13.00 นาฬิกา ณ ที่ทำการแต่ละบริษัท และจำเลยที่ 1ไม่เอาความผิดแก่ลูกจ้างทุกคนที่ชุมนุมนัดหยุดงานมาตั้งแต่วันที่1 สิงหาคม 2532 ถึงวันที่ 11 สิงหาคม 2532 เมื่อถึงวันที่ 11สิงหาคม 2532 โจทก์ทั้งเจ็ดได้ปฏิบัติตามข้อตกลง โดยได้ไปเขียนใบสมัครงานที่บริษัทจำเลยที่ 1 ตามวันและเวลาที่กำหนดไว้แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 กลับให้โจทก์เขียนใบสมัครงานโดยมีกำหนดอายุสัญญาการจ้างถึงวันที่ 31 มกราคม 2533 ซึ่งโจทก์ทั้งเจ็ดได้ทักท้วงว่าเป็นการทำสัญญาที่ไม่ถูกต้อง เพราะโจทก์ทั้งเจ็ดทำงานมานานไม่เคยทำสัญญาที่มีกำหนดระยะเวลา โดยโจทก์ทั้งเจ็ดจะต้องเกษียณอายุเมื่ออายุครบห้าสิบห้าปี การทำเช่นนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างของโจทก์ทั้งเจ็ด แต่จำเลยที่ 1 ชี้แจงว่าเมื่อครบกำหนดระยะเวลาแล้วจะต้องจ้างต่อไป ขอให้โจทก์ทั้งเจ็ดกับพวกทำสัญญาไปก่อน โจทก์ทั้งเจ็ดจึงต้องทำสัญญาไปก่อน เพราะหากไม่ทำสัญญาดังกล่าวก็จะถือได้ว่าโจทก์ทั้งเจ็ดผิดสัญญาบันทึกการปรึกษาหารือฉบับลงวันที่ 9 สิงหาคม 2532 โจทก์ทั้งเจ็ดจึงต้องจำยอมทำสัญญาฉบับดังกล่าวเพื่อให้ครบตามเงื่อนไขในสัญญาว่าจะต้องไปทำสัญญากับบริษัทภายในระยะเวลาที่กำหนด ต่อมาวันที่31 มกราคม 2533 จำเลยที่ 1 ได้บอกเลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดโดยอ้างเหตุว่าครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญาการจ้างดังกล่าวซึ่งโจทก์ทั้งเจ็ดเห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องเพราะเป็นการกระทำที่เปลี่ยนแปลงสัญญาสภาพการจ้างและเป็นการเลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดโดยไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรับโจทก์ทั้งเจ็ดเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่และอัตราค่าจ้างไม่น้อยกว่าเดิม และให้นับอายุการทำงานต่อเนื่องตั้งแต่วันถูกเลิกจ้างติดต่อกับอายุการทำงานเดิม ให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะรับโจทก์ทั้งเจ็ดเข้าทำงาน หากจำเลยทั้งสองไม่รับโจทก์ทั้งเจ็ดกลับเข้าทำงาน ให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งเจ็ด จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจ้างเหมาส่งพนักงานไปทำงานกับจำเลยที่ 2 ก่อนสัญญาจ้าง
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1316/2536 · ทนอย Thanoy