คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2542
ฎีกาที่ 1321/2542
หลักกฎหมาย
ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสามคนละหนึ่งในหกส่วน จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดีว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการโต้เถียงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทต่อกัน เป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อคดีมีทุนทรัพย์จำนวน 275,000 บาท โจทก์แต่ละคนมีสิทธิจะได้รับจำนวน 91,666.67 บาท ดังนั้น แม้ว่าโจทก์ทั้งสามจะฟ้องคดีรวมกันมา ก็ต้องคิดจำนวนทุนทรัพย์แยกจากกันตามส่วนที่โจทก์แต่ละคนจะได้รับซึ่งไม่เกิน 200,000 บาท เมื่อฎีกาโจทก์ทั้งสามล้วนแต่เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง กรณีจึงเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้พิพากษาว่า การซื้อขายที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลเป็นการซื้อขายไม่ชอบ จำเลยที่ ๑ ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน ให้จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนของโจทก์ทั้งสามคนละ ๑ ใน ๖ ส่วน ให้แก่โจทก์ทั้งสาม โดยให้จำเลยทั้งสามเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียมในการโอนและค่าภาษีทั้งหมด หากจำเลยที่ ๑ ไม่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ทั้งสามก็ให้ถือเอาคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ ๑ โดยให้จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียมในการโอนกรรมสิทธิ์ และค่าภาษีที่โจทก์ทั้งสามเสียไปคืนแก่โจทก์ด้วย หากพ้นวิสัยที่จะให้จำเลยทั้งสามโอนที่ดินแก่โจทก์ทั้งสามได้ ก็ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระราคาที่ดินตามส่วนของโจทก์ทั้งสามเป็นเงิน ๒๖๕,๐๐๐ บาท และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ ซื้อที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริตและไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนของโจทก์ทั้งสามคืนให้แก่โจทก์ทั้งสามคนละหนึ่งในหกส่วน โดยให้จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ออกค่าธรรมเนียมในการโอนและค่าภาษีทั้งหมด หากจำเลยที่ ๑ ไม่ปฏิบัติตามก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท และให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๔,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก สำหรับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้เป็นพับ จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๑ ด้วย ให้โจทก์ทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ ๑ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๖,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะคดีระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ ๑ ส่วนจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสามไม่อุทธรณ์ คดีจึงยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับจำเลยที่ ๑ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสามแบ่งออกได้เป็น ๒ ตอน ตอนแรกกล่าวถึงความเป็นมาของที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสาม ตลอดจนมูลเหตุหรือการกระทำต่าง ๆ ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งได้ร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสาม รวมทั้งปิดบังไม่ได้แจ้งการประกาศขายทอดตลาดแก่โจทก์ทั้งสามและฝ่าฝืนคำสั่งศาลชั้นต้น ขายที่ดินทั้งแปลงแก่จำเลยที่ ๑ ผู้เข้าประมูลซื้อทรัพย์โดยไม่ดำเนินการขายแต่เฉพาะส่วนของจำเลยที่ ๒ ส่วนฟ้องตอนที่ ๒ กล่าวถึงการสมคบกันของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีปิดบังไม่ให้โจทก์ทั้งสามทราบถึงวันประกาศขายทอดตลาดและขายทอดตลาดที่ดินพิพาทซึ่งเป็นถนนใช้เป็นคุณประโยชน์อื่นใดมิได้ไปในราคาถูก จำเลยที่ ๑ ซึ่งซื้อที่ดินพิพาทตามคำสั่งศาลโดยไม่สุจริต ย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว แต่ตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์ทั้งสามประกอบกับฎีกาโจทก์ทั้งสามไม่ได้ขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกกระบวนวิธีการบังคับคดีทั้งปวง หรือวิธีการบังคับใด ๆ โดยเฉพาะ หรือขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดวิธีการอย่างใด ๆ แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่เห็นสมควร ตามนัยแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา ๒๙๖ วรรคสอง ฉะนั้นคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามจึงมิใช่คดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ตามความใน ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคสอง และจะพิจารณาถึงว่าสิทธิของจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ซื้อทรัพย์สินโดยสุจริตหรือไม่ในการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลก็ไม่ได้ เพราะรูปเรื่องมิใช่เป็นการกล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทมิใช่ของจำเลยที่ ๒ หรือลูกหนี้โดยคำพิพากษา ดังนัยแห่ง ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๓๐ ดังนั้น ข้อกล่าวอ้างตามฟ้องโจทก์ทั้งสามและคำขอท้ายฟ้องที่ขอให้จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสามคนละหนึ่งในหกส่วน ก็คงเฉพาะแต่การกล่าวอ้างถึงการละเมิดทั่ว ๆ ไป ตามนัยแห่ง ป.พ.พ. มาตรา ๔๒๐ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ให้การต่อสู้คดีว่า จำเลยที่ ๑ กระทำการโดยสุจริตมิได้ละเมิดต่อโจทก์ทั้งสาม ทั้งที่ดินพิพาทก็เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ไม่จำต้องโอนให้แก่โจทก์ทั้งสาม จึงเป็นการโต้เถียงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทต่อกัน อันเป็นคดีมีทุนทรัพย์เพียงประการเดียวตามสิทธิและส่วนของโจทก์ที่แต่ละคนพึงได้รับในที่ดินพิพาทที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๐ วรรคหนึ่ง และเมื่อราคาที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์ทั้งสามมีจำนวน ๒๖๕,๐๐๐ บาท (ตามคำขอท้ายฟ้องข้อ ๔) ค่าเสียหายอีก ๑๐,๐๐๐ บาท ตามคำขอท้ายฎีกาโจทก์ทั้งสาม รวมเป็นทุนทรัพย์ ๒๗๕,๐๐๐ บาท โดยโจทก์แต่ละคนมีสิทธิจะได้รับจำนวน ๙๑,๖๖๖.๖๗ บาท ตามที่อาจคิดแบ่งแยกได้ อันไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งแ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง