คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2539
ฎีกาที่ 1324/2539
หลักกฎหมาย
ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งชั้นไต่สวนมูลฟ้องซึ่งมีมูลบางข้อหายกฟ้องบางข้อหาให้โจทก์และจำเลยทั้งสองฟังโจทก์และจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาแล้วจำเลยที่2ออกไปยื่นหลักทรัพย์ประกันตัวศาลตรวจพบว่ามิได้กำหนดวันนัดสอบคำให้การจำเลยและนัดสืบพยานโจทก์ไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาจึงเรียกโจทก์และจำเลยทั้งสองกลับเข้าห้องพิจารณาแล้วแจ้งเหตุดังกล่าวให้ทราบและทำรายงานกระบวนพิจารณาฉบับใหม่ขึ้นพร้อมทั้งแจ้งขอทำลายรายงานกระบวนพิจารณาฉบับแรกด้วยโจทก์และจำเลยทั้งสองไม่คัดค้านดังนั้นการที่จำเลยที่2กล่าวหาศาลด้วยข้อความที่ไม่เป็นความจริงว่าศาลสั่งยกฟ้องทุกข้อหาสั่งขังจำเลยทั้งสองไม่ได้และโจทก์จำเลยทั้งสองไม่ได้ลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับแรกอันเป็นการดูหมิ่นศาลและกล่าวเสียดสีศาลว่าหากให้พิจารณาคดีต่อไปเกรงว่าจะทำลายเอกสารที่มีความสำคัญถือได้ว่าเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลเป็นการละเมิดอำนาจศาลศาลมีอำนาจลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลโดยไม่ต้องฟ้องจึงไม่มีกรณีที่จะเป็นฟ้องเคลือบคลุมหรือต้องเปิดโอกาสให้จำเลยที่2แก้ข้อกล่าวหาหรือให้โอกาสตั้งทนายถามค้าน คำสั่งศาลเรื่องละเมิดอำนาจศาลกฎหมายมิได้กำหนดรูปแบบของคำสั่งไว้เมื่อคำสั่งศาลดังกล่าวต่อเนื่องกับการไต่สวนตามรายงานกระบวนพิจารณาซึ่งมีชื่อศาลลงวันที่30มีนาคม2537จึงเป็นคำสั่งที่มีชื่อศาลและวันเดือนปีชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา186(1)
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
กรณีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 341, 352, 353, 354, 83, 84, 86และ 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 352, 353, 354, 83, 84, 86และ 91 ส่วนข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341ไม่มีมูลให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นได้อ่านคำสั่งดังกล่าวให้โจทก์และจำเลยทั้งสองฟังในวันที่ 22 ธันวาคม 2536 กับสั่งให้หมายขังจำเลยทั้งสองไว้ เว้นแต่จะมีประกัน กับให้นัดสอบคำให้การและสืบพยานโจทก์ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2537 เวลา 9 นาฬิกา ต่อมาระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะทนายความของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงชื่อในคำร้อง ยื่นคำร้องลงวันที่ 10 มกราคม2537 ว่า ในวันที่ 22 ธันวาคม 2536 ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณา2 ฉบับ ฉบับแรกเป็นรายงานกระบวนพิจารณาที่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งให้ออกหมายขังจำเลยทั้งสอง หลังจากจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณานั้นแล้วได้ออกจากห้องพิจารณาไปประมาณ20 นาที ขณะที่จำเลยทั้งสองนั่งอยู่บริเวณที่ทำงานประชาสัมพันธ์ของศาล เสมียนหน้าบัลลังก์มาตามให้จำเลยทั้งสองกลับเข้าไปในห้องพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง แล้วผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนได้อ่านรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 22 ธันวาคม 2536 เวลา 9.25 นาฬิกาซึ่งเป็นฉบับที่สองให้จำเลยทั้งสองฟังและให้จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อไว้ จำเลยที่ 1 ขอคัดรายงานกระบวนพิจารณาทั้งสองฉบับดังกล่าว แต่ได้รับสำเนาเพียงฉบับที่สองฉบับเดียว จึงขอให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นตรวจสอบว่า รายงานกระบวนพิจารณาฉบับแรกหายไปได้อย่างไร ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนสั่งว่า "รายงานกระบวนพิจารณาฉบับแรกมิได้กำหนดวันนัดสอบคำให้การและนัดสืบพยานศาลได้แจ้งให้คู่ความทราบแล้ว และทำรายงานกระบวนพิจารณาฉบับใหม่ขึ้น เมื่อคู่ความลงชื่อทราบแล้ว จึงได้ทำลายรายงานกระบวนพิจารณาฉบับแรก" ต่อมาวันที่ 26 มกราคม 2537 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงชื่อในอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาให้ยกคำร้อง ครั้นวันที่ 7 กุมภาพันธ์2537 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า รอสอบข้อเท็จจริงวันนัด และในวันเดียวกันนั้นจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นสั่งให้งดกระบวนพิจารณาไว้ก่อนจนกว่าศาลอุทธรณ์จะมีคำสั่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องถึงวันนัด ศาลชั้นต้นสอบข้อเท็จจริงแล้วมีคำสั่งว่า คำร้องอุทธรณ์คำสั่งและคำร้องของจำเลยที่ 1ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2537 ทั้งสองฉบับ ซึ่งจำเลยที่ 2 ในฐานะทนายของจำเลยที่ 1 เป็นผู้เรียงพิมพ์ และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงชื่อในคำร้อง มีข้อความดูหมิ่นให้ร้ายและเสียดสีศาล การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 31(1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 4 เดือน จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาล ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 1 ให้ปรับ500 บาท ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30ส่วนจำเลยที่ 2 ให้จำคุก 1 เดือน จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้เรียงและพิมพ์คำร้องสามฉบับแล้วนำมายื่นต่อศาลชั้นต้น โดยคำร้องฉบับแรกลงวันที่ 26มกราคม 2537 เป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งว่าการทำลายรายงานกระบวนพิจารณาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งมีข้อความว่า "หากให้ท่านธนิต รัตนะผล(ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน) ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป จำเลยที่ 1เกรงว่าจะมีการทำลายเอกสารที่จำเลยคิดว่ามีความสำคัญ เพราะรายงานกระบวนพิจารณาที่จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อแล้ว ศาลยังทำลายได้" ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้อง คำร้องฉบับที่สองลงวันที่7 กุมภาพันธ์ 2537 เป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ยกคำร้องและของกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นซึ่งมีข้อความว่า "หากคดีนี้ศาลมีคำสั่งรับประทับฟ้อง คงไม่มีรายงานกระบวนพิจารณาฉบับแรก ที่มิได้กำหนดวันนัดสอบคำให้การและนัดสืบพยานโจทก์เพราะศาลโดยท่านธนิต รัตนะผลมิได้ทำรายงานกระบวนพิจารณาคดีอาญาคดีนี้เป็นคดีแรก จึงได้ทำรายงานกระบวนพิจารณาผิดพลาด โดยไม่ขังจำเลย กระบวนการพิจารณาฉบับแรก ที่ไม่ได้กำหนดนัดสอบคำให้การ และนัดวันสืบพยานโจทก์ย่อมแสดงว่า ศาลได้อ่านคำสั่งว่าคดีนี้ยกฟ้องแน่นอน เมื่อคดีนี้ยกฟ้อง การที่ศาลมีคำสั่งขังจำเลยทั้งสอง จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการหน่วงเหนี่ยว กักขัง ทำให้จำเลยทั้งสองปราศจากเสรีภาพ" ศาลชั้นต้นสั่งร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง