คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2542
ฎีกาที่ 1325/2542
หลักกฎหมาย
คำให้การและคำเบิกความของพยานโจทก์ที่ว่าจำเลยใช้ให้ บ. กับ ส. ฆ่าผู้ตายนั้น ในส่วนสาระสำคัญสอดคล้องกันทุกประการ จะมีแตกต่างกันบ้างก็เป็นเพียง พลความเท่านั้นไม่ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์ขาดน้ำหนักในการรับฟัง และในที่สุด บ. กับ ส. มิได้เป็นคนร้ายฆ่าผู้ตาย คนร้ายที่ฆ่าผู้ตายเป็นกลุ่มบุคคลอื่น ซึ่งต่อมาถูกดำเนินคดีและศาลพิพากษาลงโทษแล้ว กลุ่มคนร้ายที่ฆ่าผู้ตาย ไม่มีความเกี่ยวพันกับ บ. และ ส.หากเรื่องไม่เป็นความจริงก็ไม่น่าเชื่อว่าพยานโจทก์จะแกล้งปรักปรำจำเลยในความผิด ข้อหาอุกฉกรรจ์พยานหลักฐานของโจทก์ฟังได้โดยปราศจากสงสัย ว่าจำเลยใช้ให้ บ.และ ส. ฆ่าผู้ตาย แต่ บ.และ ส. มิได้กระทำการตามที่จำเลยใช้ จำเลยจึงมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 วรรคหนึ่งและวรรคสองตอนท้าย ประกอบมาตรา 289(4) คำซัดทอดระหว่างผู้ร่วมกระทำผิดด้วยกัน ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามมิให้รับฟังคำให้การเช่นว่านี้เสียทีเดียวหากการซัดทอดมีเหตุผลรับฟังได้ ศาลมีอำนาจรับฟังมาประกอบการพิจารณาได้ ว. จำคนร้ายไม่ได้และไม่ทราบว่าคนร้ายเป็นใครขณะเกิดเหตุ ว. กำลังขับรถคนร้ายยิงผู้ตายแล้วขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไปทันที ว. ทราบเหตุต่อเมื่อผู้ตายถูกยิงแล้ว และล้มตัวเข้ามาหาพร้อมกับบอกว่าถูกยิง เชื่อว่าขณะนั้นคนร้ายหลบหนีไปแล้ว คำเบิกความของ ว. จึงไม่มีผลทำลายน้ำหนักพยานหลักฐานอื่นของโจทก์หลังจากเจ้าพนักงานตำรวจจับ ส. และ น. ได้ บุคคลทั้งสองพาไปหาหมวกกันน็อกที่ทิ้งไว้ในป่าหญ้าข้างทาง ปรากฏว่าหมวกใบหนึ่งมีเส้นผมติดอยู่ จากการตรวจพิสูจน์ของผู้เชี่ยวชาญ ปรากฏว่าเป็นเส้นผมของ น. การตรวจพิสูจน์นี้เป็นการทำตามหลักวิชาและมีความแน่นอนสามารถเชื่อถือได้ ประกอบกับ อาวุธปืนที่ น. ใช้ยิงผู้ตายได้มีการดัดแปลงแก้ไขให้ผิดไปจากเดิมอันเป็นพิรุธ พยานหลักฐานของโจทก์ มีน้ำหนักมั่นคงโดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่น ฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน การกระทำของจำเลยคือการติดต่อว่าจ้าง อ.กับ ก.ให้ฆ่าผู้ตาย ที่ ก.ขอให้ ส.เข้ามาช่วยเหลือแล้วส. ไปว่าจ้าง กต.และสจ. ให้มาร่วมก็เพียงเพื่อให้สามารถฆ่าผู้ตายให้สำเร็จตามที่ ก. รับจ้างมาจากจำเลยเมื่อ กต.กับสจ.ล้มเลิกส. และ ก. จึงไปติดต่อ น.กับ ช.ให้เข้ามาร่วมทำงานต่อไปจนสำเร็จการที่ส.ก.กต.และสจ. ได้ร่วมกันไปดักยิงผู้ตายหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จแล้วในที่สุด ส.ก.น.และช. สามารถฆ่าผู้ตายได้สำเร็จ จึงเป็นผลของการกระทำที่สืบเนื่องติดต่อมาจากการว่าจ้างของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวอันเป็นความผิดฐานใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดนั้น ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 84 วรรคสอง ประกอบมาตรา 289(4)
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ ก. ระหว่างเดือนธันวาคม 2537 ถึงเดือนมกราคม 2538 จำเลยกับพวกร่วมกันก่อให้นายสวัสดิ์ พมาลัย และนายบุญมีหรือมืด ดวงดอกมูลร่วมกันฆ่านายแสงชัย สุนทรวัฒน์ โดยไตร่ตรองไว้ก่อนด้วยการใช้ จ้าง วาน เป็นเงินค่าจ้าง 500,000 บาท แต่นายสวัสดิ์และนายบุญมีกลับใจไม่ยอมทำตามที่ได้รับการใช้ จ้าง วานจากจำเลยกับพวกเหตุเกิดที่แขวงบางกะปิ แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง แขวงหัวหมากเขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ดจังหวัดนนทบุรี เกี่ยวพันกัน ข. เมื่อเดือนตุลาคม 2538 จำเลยกับพวกร่วมกันก่อให้นายกนกศักดิ์หรือหนึ่ง อินทร์สมาน จำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1027/2539 หมายเลขแดงที่ 937/2539 ของศาลชั้นต้น และนายอิศวรหรือกิ่ง เพชรรักษา ร่วมกันฆ่านายแสงชัย สุนทรวัฒน์ โดยไตร่ตรองไว้ก่อน ด้วยการใช้ จ้าง วาน เป็นเงินค่าจ้าง 200,000 บาทแต่นายกนกศักดิ์และนายอิศวรไม่สามารถร่วมกันฆ่านายแสงชัยได้สำเร็จ เหตุเกิดที่แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานครและตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เกี่ยวพันกัน ค. ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2539 ถึงเดือนมีนาคม 2539จำเลยกับพวกร่วมกันก่อให้นายสุนันท์หรือดำ วงศ์คำหาญ จำเลยที่ 1นายกนกศักดิ์หรือหนึ่ง อินทร์สมาน จำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1027/2539 หมายเลขแดงที่ 937/2539 ของศาลชั้นต้นนายสมเจตหรือปาน นนท์งาม และนายกิตติพลหรือโหน่ง อินทรปาลิตร่วมกันฆ่านายแสงชัย สุนทรวัฒน์ โดยไตร่ตรองไว้ก่อน ด้วยการใช้จ้าง วาน เป็นเงินค่าจ้าง 200,000 บาท แต่นายสุนันท์ นายกนกศักดิ์นายสมเจตและนายกิตติพลไม่สามารถร่วมกันฆ่านายแสงชัยได้สำเร็จเหตุเกิดที่แขวงใดไม่ปรากฏชัด เขตดอนเมือง แขวงห้วยขวางเขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร และตำบลบางพูด ตำบลบางตลาดอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เกี่ยวพันกัน ง. ระหว่างเดือนมีนาคม 2539 ถึงวันที่ 11 เมษายน 2539เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยกับพวกร่วมกันก่อให้นายสุนันท์หรือดำวงศ์คำหาญ จำเลยที่ 1 นายกนกศักดิ์หรือหนึ่ง อินทร์สมานจำเลยที่ 2 นายนฤทุกข์หรือกิจหรือกฤษ อุ่นตระกูล จำเลยที่ 3และนายชัยชนะหรือเล็ก คงหนุน จำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1027/2539 หมายเลขแดงที่ 937/2539 ของศาลชั้นต้น ร่วมกันฆ่านายแสงชัย สุนทรวัฒน์ โดยไตร่ตรองไว้ก่อน ด้วยการใช้ จ้าง วานเป็นเงินค่าจ้าง 400,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2539เวลากลางคืนหลังเที่ยง นายสุนันท์ นายกนกศักดิ์ นายนฤทุกข์และนายชัยชนะได้ร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงนายแสงชัยถึงแก่ความตายสมดังเจตนาที่จำเลยกับพวกได้ร่วมกันใช้ จ้าง วาน เหตุเกิดที่แขวงบางกะปิ แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิกรุงเทพมหานคร ตำบลสันทราย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่และตำบลบางพูด ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรีเกี่ยวพันกัน วันที่ 15 พฤษภาคม 2539 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289, 83, 84, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางวัชรี สุนทรวัฒน์ ภรรยานายแสงชัยสุนทรวัฒน์ ผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่ความผิดนั้นยังไม่ได้กระทำลงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4),84 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 52, 53 รวม 2 กระทง ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 25 ปี และมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4) ประกอบมาตรา 84 อีกกระทงหนึ่งให้วางโทษประหารชีวิต เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงให้ประหารชีวิตจำเลยเพียงสถานเดียว ข้อหาอื่นให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแต่ความผิดนั้นยังไม่ได้กระทำลงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4) มาตรา 84 วรรคสองตอนท้าย ประกอบมาตรา 52(1), 53 ให้ลงโทษจำคุก 25 ปี และมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4), 84 วรรคสองตอนต้น อีกกระทงหนึ่ง ให้วางโทษประหารชีวิต เมื่อรวมโทษทั้งสองกระทงแล้วคงให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยสถานเดียว โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่าการกระทำความผิดของจำเลยตามฟ้องข้อ ข. ค. และ ง. เป็นความผิดต่างกรรมกันหรือไม่ และตามฎีกาจำเลยว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ และศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยก่อน ปัญหาข้อแรกตามฎีกาของจำเลยมีว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องข้อ ก. หรือไม่ เห็นว่า วันรุ่งขึ้นของคืนเกิดเหตุกรมตำรวจได้ตั้งคณะพนักงานสืบ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง