คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2557
ฎีกาที่ 13277/2557
หลักกฎหมาย
เดิมที่ดินพิพาทเคยเป็นของ จ. มาก่อน จำเลยที่ 1 บุกรุกเข้าไปในที่ดินพิพาทและถูก จ. ฟ้องขับไล่ออกจากที่ดิน หลังจากนั้นศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากที่ดินพิพาท คดีถึงที่สุด คำพิพากษาในคดีแพ่งย่อมมีผลผูกพันจำเลยทั้งสามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ทั้งจำเลยทั้งสามเบิกความยอมรับว่า จ. เคยฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสามออกจากที่ดินพิพาท และยอมรับว่าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาขับไล่จำเลยทั้งสามและคดีถึงที่สุดแล้ว คำเบิกความของจำเลยทั้งสามเป็นการยอมรับอยู่ในตัวว่า ศาลมีคำพิพากษาชี้ขาดว่าที่ดินพิพาทเป็นของ จ. เมื่อ จ. ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสามเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสามจึงมีความผิดฐานร่วมกันบุกรุก ที่จำเลยทั้งสามต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินคนละแปลงจึงขัดแย้งกับคำเบิกความของจำเลยทั้งสามเอง ไม่อาจรับฟังได้
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365, 83 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2), 83 จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เดิมที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 317 ตำบลอ่างคีรี (มะขาม) อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี เนื้อที่ 30 ไร่ 2 งาน 57 ตารางวา เป็นของนางจินตนา เมื่อปี 2533 จำเลยที่ 1 บุกรุกเข้าไปในที่ดินพิพาทและถูกนางจินตนาฟ้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากที่ดิน ศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากที่ดินพิพาท คดีถึงที่สุดแล้ว ตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1305/2543 ของศาลชั้นต้น หลังจากนั้นศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อให้บังคับคดีจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 กับบริวารขัดขืนไม่ยอมออกไปจากที่ดินพิพาท ในที่สุดศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยที่ 1 มากักขังไว้จนกว่าจำเลยที่ 1 จะยอมปฏิบัติตามหมายบังคับคดี เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 และบริวารยอมออกจากที่ดินพิพาท ครั้นต่อมานางจินตนาขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในราคา 850,000 บาท โจทก์มอบอำนาจให้นางสาวกาหลง ไปขอรังวัดตรวจสอบแนวเขตที่ดินพบว่า จำเลยทั้งสามบุกรุกเข้าไปปลูกพืชผลในที่ดินพิพาท ต่อมาโจทก์มอบอำนาจให้นางเสาวณีย์ ไปรังวัดสอบเขตที่ดินอีกครั้งหนึ่ง แต่จำเลยทั้งสามไปคัดค้านว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ของโจทก์เจ้าพนักงานที่ดินจึงไม่สามารถรังวัดสอบเขตที่ดินพิพาทได้ ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เคยทำหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมไปยังกรมที่ดินว่า ทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาททับที่ดินของจำเลยที่ 1 แต่กรมที่ดินมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบว่า ทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทให้แก่นางอรุณ ซึ่งเป็นมารดาของนางจินตนาตั้งแต่ปี 2519 โดยไม่ได้ทับที่ดินแปลงใดตามหนังสือของกรมที่ดิน มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกที่ดินของโจทก์และมีคำขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365 ประกอบมาตรา 83 ซึ่งมีอายุความในการดำเนินคดีอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 หาได้มีประเด็นว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันบุกรุกเข้าไปแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่าเป็นเวลาเกินกว่าหนึ่งปี อันจะส่งผลให้โจทก์ขาดสิทธิฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365 ประกอบมาตรา 83 อายุความในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสามย่อมมีกำหนดสิบปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (3) หาใช่ถือเอาระยะเวลาในการฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่พิพาทนับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครองมาเป็นอายุความในการดำเนินคดีไม่ เมื่อเป็นเช่นนี้แม้ได้ความว่าจำเลยทั้งสามเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2549 เป็นต้นมา แต่เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2552 ยังไม่ล่วงพ้นสิบปี นับแต่วันที่จำเลยทั้งสามบุกรุกเข้าไปในที่ดินพิพาท โจทก์จึงมีอำนาจดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกที่พิพาทได้ หาใช่เป็นการสิ้นสิทธิฟ้องร้องตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า แม้ได้ความว่าจำเลยทั้งสามบุกรุกเข้าไปทำประโยชน์ในที่พิพาทก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อล่วงพ้นกำหนดเวลาหนึ่งปี นับแต่เวลาที่จำเลยทั้งสามเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท โจทก์จึงหมดสิทธิฟ้องเรียกคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เนื่องจากโจทก์และจำเลยทั้งสามต่างนำพยานหลักฐานของตนเข้าสืบจนสุดสิ้นกระแสความแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยชี้ขาดคดีไปเสียทีเดียว โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาใหม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า เดิมที่ดินพิพาทเคยเป็นของนางจินตนามาก่อน แต่ในปี 2533 จำเลยที่ 1 บุกรุกเข้าไปในที่ดินพิพาทและถูกนางจินตนาฟ้องขับไล่ออกจากที่ดิน หลังจากนั้นศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากที่ดินพิพาท คดีถึงที่สุดแล้ว คำพิพากษาในคดีแพ่งย่อมมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง